Skip to main content

Post#5-258: การเรียนรู้อันไม่มีวันจบสิ้น

Post#5-258:
สายการบินแห่งชาติของประเทศแห่งหนึ่ง...ได้นำผมกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อครู่ใหญ่ๆ ที่ผ่านมานี้เอง

เป็นอีกทริปหนึ่ง...ที่ผมได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับ Retail Management จากองค์กรระดับโลก ที่ผู้คนมากหน้าหลายตาอยากจะทำงานด้วย

และเป็นอีกทริปหนึ่ง...ที่ย้ำเตือนให้ผมระลึกได้ว่า การเรียนรู้ของคนเรานั้น มันไม่มีวันจบสิ้นจริงๆ

...

หลายๆ คนอาจเข้าใจไปเองว่า เมื่อเรียนจบปริญญาเอกแล้ว...ก็หมายถึง เราบรรลุถึงองค์ความรู้ในศาสตร์นั้นๆ

แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในตำราหรือองค์ความรู้ของศาสตราจารย์คนไหนๆ

และแม้ผมจะทำงานอยู่ในแวดวงค้าปลีกมากว่า 20 ปี...แต่บ่อยครั้งที่เรื่องพื้นฐานบางเรื่อง มันก็เปลี่ยนรูปแบบและวิถีไปตามเวลาและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ดังนั้น เรื่องเดิมที่เราคิดว่ารู้แล้ว”...ก็อาจจะกลายเป็นใช้ไม่ได้เอาเลย เมื่อข้ามวันเวลามาหลายๆ ปี

...

มันคงคล้ายๆ กับที่เราชำนาญกับการจับปลาด้วยเบ็ดมาเป็นสิบๆ ปี...

แต่ไม่ว่าเราจะชำนาญหรือเชี่ยวชาญอย่างไร...ในเวลาที่เท่ากัน เราก็ไม่อาจจับปลาได้มากกว่าคนที่ใช้แหหรืออวนได้

หรือไม่ว่าเราจะเชี่ยวชาญเพียงใดกับการบวกลบคูณหาร...

เราก็อาจจะพ่ายให้กับเด็กอายุสิบขวบที่มีเครื่องคิดเลขอยู่ในมือ

...

องค์ความรู้หรือความเชี่ยวชาญที่เรามีต่อศาสตร์ใดๆ...จึงไม่อาจมีวันจบหลักสูตร

วันนี้รู้...แต่พรุ่งนี้ก็อาจจะกลายเป็นเราไม่รู้อะไรเอาเลย

วันนี้เชี่ยวชาญ...แต่พรุ่งนี้เทคโนโลยีบางอย่าง ก็อาจทำให้ความเชี่ยวชาญของเรา กลายเป็นไร้ประโยชน์

ดังนั้น เราจึงต้องเตือนตัวเองให้จงดี...ว่าอย่าได้พอใจกับสิ่งที่เรารู้แล้ว”, “เข้าใจแล้วหรือเก่งแล้วเป็นอันขาด

...เพราะนั่นหมายถึง เราอาจจะกำลังถอยหลังทั้งๆ ที่กำลังเดินหน้าไปสู่วันพรุ่งนี้ โดยไม่รู้ตัว...

#NoteToSelf: 

  • จงเตือนตัวเองไว้เสมอ...ว่าไม่มีใครรู้ จนคนอื่นตามไม่ทัน และย่อมไม่มีใครเก่ง จนไร้ผู้เทียมทาน
  • ปราชญ์ท่านจึงมักสอนไว้...ว่าความรู้แล้วที่ควรมี คือ ความรู้ว่า แท้จริงแล้ว เรานั้นไม่รู้นั่นเอง
  • และความรู้ที่เราควรครอบครอง...ก็น่าจะเป็นความรู้เท่าทันปัจจุบันกระมัง?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...