Skip to main content

Post#5-299: แสร้งฉลาด?

Post#5-299:
เมื่อวานผมชวนคุยเรื่อง รู้มาก vs รู้ได้อีกมาก...ซึ่งวันนี้ ผมก็อยากชวนคุยประเด็นที่เกี่ยวเนื่องอีกเล็กน้อย

ประเด็นนั้น ก็คือ การไม่ยอมโง่ ทำให้สุดท้ายเลยกลายเป็นโง่จริงๆ

เอาจริงๆ ผมอาจจะใช้คำรุนแรงไปนิด...

ถ้าเปลี่ยนให้เบาลง ก็จะประมาณว่า เพราะไม่ยอมรับว่า “ไม่รู้”...สุดท้ายก็เลย “ไม่รู้จริงๆ” นั่นเอง

เพราะ “โง่” กับ “ไม่รู้” นั้น...มันต่างกัน

...

เท่าที่ผ่านมา ผมพบว่า...

ยิ่งคนเรามีตำแหน่งงานสูงขึ้นเท่าไร...เรายิ่งกลัวว่า เราจะดู “ไม่ฉลาด” ในสายตาคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งเรามี profile ด้านการศึกษาสูงมากเท่าไร...เช่นกัน เราก็จะกลัวคนอื่นมองว่า เรา “ไม่ฉลาด” สมกับ profile มากขึ้น เท่านั้น

เอาจริงๆ ก็เพราะ “ความกลัวที่จะดูไม่ฉลาด” นี่เอง...ที่ทำให้เราไม่กล้าที่จะยอมรับว่า มีหลายเรื่องมากสิ่ง ที่เรา “ยังไม่รู้”

พอเราไม่กล้ายอมรับ...เราก็เลยต้องแสร้งทำเป็นว่า “รู้” หรือ “เข้าใจ”

เมื่อหลอกทั้งคนอื่นและหลอกทั้งตัวเองมากขึ้น, บ่อยขึ้น และถี่ขึ้น...สุดท้ายแล้ว เราก็เลย “ไม่รู้อะไรเลย”

...

นี่เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่ง ที่ใครก็ตามที่ต้องการก้าวหน้า...ไม่ควรไปยึดติด

ถ้าเข้าใจแล้ว ว่ายังมีอีกหลายเรื่องมากสิ่งที่เราไม่รู้...ก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นรู้

ตอนยอมรับว่าเรายังไม่รู้...ก็อาจจะทำให้เราดูเจี๋ยมๆ นิดหน่อย...

แต่นั่นคือ โอกาสที่จะทำให้เราสามารถจะเปลี่ยนจาก “ยังไม่รู้” ให้เป็น “พอจะรู้” ได้

เอาตามภาษาของผมก็คือ...ยอมรับเสีย ว่าไม่รู้ แล้วก็จะรู้ นั่นเอง

...

ลองกลับไปคิดต่อดูนะครับ...ว่าเห็นด้วยกับผมมั๊ย?

“ความไม่รู้” นั้น...ไม่ใช่ “ความโง่”

...แต่ “ความโง่” น่ะ...คือการไม่ยอมรับว่า “เราไม่รู้” ต่างหาก...

#NoteToSelf:

  • การยอมรับว่าเรากลัว คือความกล้า...แต่การอวดโอ้ว่าเรากล้า จริงๆ น่ะ คือเรากลัว / เช่นเดียวกับการยอมรับว่าเราไม่รู้
  • “ยังไม่รู้” แตกต่างจาก “ไม่ยอมรู้” และแตกต่างจาก “ไม่ยอมรับว่าไม่รู้”
  • ยอมรับว่า “ไม่รู้”...นับว่าเป็นคนฉลาด...และคนฉลาดยอม “เสียหน้า” มากกว่า “เสียโอกาสที่จะรู้”

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....