Skip to main content

Post#3-284: บริการแบบท่องจำ

Post#3-284:
ปกติผมเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ, แต่ถ้าเมื่อไหร่คิดจะดื่ม ผมก็จะดื่มอยู่แค่ร้านเดียว...เพราะลองมาหลายร้านแล้ว คิดว่ากาแฟที่ร้านนี้ถูกใจผมเป็นที่สุด

นอกเหนือไปจากกาแฟรสเยี่ยมสำหรับผมแล้ว ร้านนี้ก็ใส่ใจในการสร้างร้านเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากกว่าร้านอื่นๆ ตรงที่มี plug ให้เสียบทำงานแทบจะทุกที่...ยิ่งตอนนี้มี Free Wi-fi ด้วยแล้ว...ร้านนี้ก็ยิ่งใกล้เคียงกับนิยามร้านในฝันเลยก็ว่าได้

จุดขายที่แข็งแกร่งอีกเรื่องหนึ่งของร้านนี้ ก็อยู่ที่เค้าฝึกให้ Barista ทำงานด้วยหัวใจ...รู้จักทักทายและสร้างความคุ้นเคยกับลูกค้าเจ้าประจำ

เมื่อลูกค้า feel like home ก็จะกลับมาใช้บริการบ่อยๆ...ซึ่งเป็น "หัวใจสำคัญ" ที่ผูกลูกค้าเอาไว้...แบบเดียวกับที่ทำให้ร้านโชห่วยไม่มีวันล้มหายตายจาก ไปจากบ้านเรา

...

เมื่อผนวกเอาความเยี่ยมของสินค้า, ความเจ๋งของการทำร้าน มารวมกับการผูกมิตรกับลูกค้า...ก็สมควรแล้ว...ที่ร้านนี้จะเป็นร้านอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก...

แม้ราคาจะแพงแบบน่าตกใจ แต่ก็มีลูกค้าหลายล้านคนยอมจ่าย...เปิดร้านที่ไหน ผมก็เห็นคนแน่นทุกที

แปลว่า ลูกค้าจะรู้สึกว่า ราคาที่จ่ายแพงหรือไม่...ล้วนขึ้นอยู่กับว่า ลูกค้าคิดว่า "คุ้ม" หรือไม่กับสิ่งที่พวกเค้าได้รับกลับมา

ตราบเท่าที่ลูกค้ารู้สึกว่า ราคาที่จ่าย คุ้มค่ากับ สุนทรียรส, สุนทรียภาพ และสุนทรียรมณ์...ตราบนั้น ร้านนี้ก็ยังคงความเป็น "ที่หนึ่ง" ไว้ได้

...

แต่ในบรรดาจุดแข็งที่ร้านนี้มี ซึ่งก็คือ กาแฟเลิศรส, การทำร้านอย่างเข้าใจลูกค้า และการสร้างสัมพันธภาพกับลูกค้า นั้น...

มีเพียงเรื่องเดียว ที่คู่แข่งอื่นยากจะเลียนแบบได้ในระยะสั้น...ก็คือเรื่องสุดท้ายเท่านั้น...

เพราะกาแฟรสดี พอหาได้ และการทำร้านให้ดี มี plug และ Free Wi-fi ก็พอเลียนแบบได้...แต่จะฝึกให้คนมีใจรักบริการและเก่งในการ handle ลูกค้านั้น...ไม่ใช่งานง่ายเอาเสียเลย

ดังนั้น ความท้าทายก็คือ จะสร้าง "คน" ที่มี DNA ของตัวเองยังไง...ให้ทันกับการขยายร้านสาขา

...

เล่ามาเสียยืดยาว...เพียงเพื่อผมจะบอกว่า บางครั้ง "จุดแข็งที่สุด" ก็กลายเป็น "จุดอ่อนที่สุด" ได้ง่ายๆ

เช่นสาขาหนึ่งของร้านนี้...ร้านที่ผมไปใช้บริการไม่บ่อย แทบจะแค่เดือนละครั้งเท่านั้น

ลองมาดู Conversation ที่ Barista มีต่อผมกันครับ

...

Barista: ของคุณพี่รับ Tall Americano Three Equal Take Away นะคะ, พี่ชื่อเล่นชื่ออะไรคะ

ผม: นิพนธ์ครับ

Barista: ขอชื่อเล่นค่ะ

ผม: นิพนธ์ครับ

Barista: ชื่อเล่นค่ะ ชื่อเล่น (เสียงเข้มขึ้น พร้อมมองหน้าผม ด้วยสายตาสื่อความว่า พูดไม่รู้เรื่องหรือไง)

ผม: ชื่อนิพนธ์ (เสียงเข้มกว่า พร้อมมองหน้ากลับ ด้วยสายตาสื่อความว่า ผมเป็นลูกค้า และผมไม่ได้เป็นเพื่อนคุณ)

...

เพราะ Barista ท่านนั้น อ่านคู่มือมา ว่าให้ถามชื่อเล่นลูกค้า เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับลูกค้า และชื่อนั้น ใช้เขียนกำกับถ้วย จะได้มอบกาแฟให้ลูกค้าไม่ผิดคน

เธอคงลืมไปว่า...ที่ถูกแล้ว...เธอควรจะต้องผันแปรตามลูกค้า ไม่ใช่ยึดตามตำราแบบขาดการพิจารณา เพราะเราไม่อาจใช้ความรู้ในตำราโดยปราศจากการประยุกต์ได้...

บางคนอาจจะบอกว่า...ผมเรื่องมากไปเอง...ผมก็คงไม่เถียงครับ...แต่สำหรับผมแล้ว

หนึ่ง...เพราะชื่อเล่นมีไว้ให้คนในครอบครัว หรือคนที่เราสนิทชิดเชื้อในระดับหนึ่งเรียก และอีกทั้ง ผมเองก็ไม่ใช่ลูกค้าประจำของสาขานี้

สอง...ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนอยากให้ใครก็ไม่รู้มาเรียกชื่อเล่น...อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะ...และการที่ผมไม่สะดวกใจที่จะบอกชื่อเล่น ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะมองผมด้วยสายตาสื่อความและน้ำเสียงแบบนั้น

สาม...การที่ผมบอกชื่อจริงไป เธอก็เขียนลงบนถ้วยได้ ไม่ต่างจากชื่อเล่น ใช่หรือไม่ครับ?

...

อย่างที่บอกครับ...ใครจะมองว่าผมเรื่องมาก...ผมน้อมรับครับ เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่แต่ละคนมี

...และการตีความเรื่อง "ความเป็นกันเอง" กับ "การตีสนิท" ของแต่ละคน ก็ล้วนไม่เท่ากัน

ทิ้งประเด็นเรื่องที่ว่าผมเรื่องมากไปหรือไม่ ไว้ตรงนี้ละกันนะครับ

...

เมื่อขยายสาขาเพิ่มขึ้น...สิ่งที่ยากคือการสร้างมาตรฐานของร้าน และเราไม่สามารถที่จะคุมให้คนของเราทำงานแบบท่องจำเพียงอย่างเดียวได้

การบริการที่ไม่ได้เกิดจากความรู้สึก...แต่เกิดจากการถูกกำหนดหรือบังคับให้ทำ จึงอาจส่งผลแบบ case ที่ผมนำมาแชร์ได้

...เมื่อไม่ได้ให้ใจลูกค้า...จึงยากนักที่จะได้ใจลูกค้ากลับมา

เมื่อใดที่ร้านอื่นหากาแฟที่รสดีใกล้เคียงมาได้...เมื่อใดที่ทุกร้านมี plug และ Wi-fi...ก็เมื่อนั้นที่ Brand Identity แห่งความเป็นผู้นำจะสูญสลายไป

...บริการแบบท่องจำ จึงกลายเป็นก้าวแรกสู่ความเสื่อม...เหตุเพราะ "DNA สำคัญ" ของ Brand ไม่อาจสืบทอดและส่งต่อแบบไร้หัวใจได้ครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...