Skip to main content

Post#3-282: มองแค่ท้ายรถคันหน้า

Post#3-282:
หนึ่งในปัญหาของคนพึ่งหัดขับรถใหม่ๆ คือเรื่องของการเบรครถแบบกระทันหัน

ส่วนใหญ่ที่ผมถามโดยตรงจากคนขับ...เค้าหรือเธอมักจะตอบว่า "ก็เพราะคันข้างหน้าเบรคกระทันหันนะสิครับ/ค่ะ"

ก็ต้องบอกว่า "ตอบไม่ผิด" หรอกครับ...แต่สิ่งที่มือใหม่หัดขับยังทำไม่ถูก ก็คือการมองไปแค่ท้ายรถคันหน้า

...

ว่าแล้วก็ทำให้ผมคิดไปถึงสมัยที่ผมหัดขับรถใหม่ๆ ผมก็มีปัญหาแบบนี้เหมือนกัน...

วันหนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็ชวนให้ "คนขับรถ" (สมมติว่าชื่อ M นะครับ) นั่งประกบไปด้วย เพื่อช่วยสอนให้ผมขับรถเก่งขึ้น

ขับไปได้ระยะหนึ่ง, ระหว่างติดไฟแดงอยู่ M ก็ถามผมว่า "เวลาเจ้านายขับรถ มองไปที่ไหนครับ?"

ผมงงกับคำถาม ไม่แน่ใจว่า M ถามคำถามนี้เพราะอะไรแน่...เลยหันไปทำหน้างงๆ

M หันมายิ้มให้ แล้วขยายความต่อว่า "ผมหมายถึงเจ้านายมองไปแค่ท้ายรถคันหน้าใช่มั๊ยครับ?"

ผมทึ่งและงง จึงถาม M ว่า รู้ได้ยังไง, และ M ก็เฉลยว่า...

"ก็เพราะเจ้านายเบรคแบบหัวทิ่มบ่อยครั้ง นั่นคงเป็นเพราะเจ้านายคงมองไปแค่ท้ายรถคันหน้า...ใช่มั๊ยครับ?"

เมื่อเห็นผมเงียบด้วยอาการยอมรับ, M ก็เสริมต่อว่า "พอเห็นไฟเบรคจากท้ายรถคันหน้า ปฏิกิริยาก็ช้าไปแล้วไงครับ เจ้านาย...

ที่ถูกคือ เจ้านายต้องมองเผื่อรถคันหน้าไปอีกคันหรือสองคัน...แบบนี้ ก็จะทำให้เราพอจะคะเนความเคลื่อนไหวของรถคันหน้าได้ดีขึ้น...ถ้าเจ้านายเชื่อผม ก็จะทำให้ไม่เบรคหัวทิ่มอีก"

...

แม้ว่า M จะจบแค่ ป.4 แต่ฝีมือขับรถอยู่ระดับปริญญาโท...และสิ่งที่ M สอนผม ก็เกิดจากประสบการณ์โดยตรงล้วนๆ

M ไม่ได้หยิบทฤษฎีใดๆ มาอ้างให้วุ่นวาย แต่วิธีที่ M สอนผม เป็นวิธีที่ทำแล้วได้ผลจริงๆ

และแม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านไปกว่าสิบปี แต่ผมก็ยังจำอาการอึ้งตอนที่ M พูดว่า "พอเห็นไฟเบรคจากท้ายรถคันหน้า ปฏิกิริยาก็ช้าไปแล้วไงครับ เจ้านาย..." ได้ดีมากๆ

...

มาลองคิดดูแล้ว...ผมก็สรุปได้ว่า การรู้จักวางแผนชีวิตล่วงหน้า ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ M พูดไว้เลย

ถ้าเราคาดการณ์ล่วงหน้าไว้สั้นเกินไป...เกิดอะไรขึ้นมา เราก็ไม่อาจจะเตรียมตัวได้ทัน จึงทำให้ชีวิตเราเหมือนต้องเบรคหัวทิ่มอยู่บ่อยๆ

ดังนั้น จะเบรคชีวิตตัวเองแบบนิ่มๆ ไม่บาดเจ็บ เราจึงจำต้องวางแผนล่วงหน้าไว้ในระดับพอเหมาะพอควร

แต่ก็ไม่ใช่มัวแต่วางแผนล่วงหน้ามากๆ ไม่สนใจเรื่องตรงหน้าเลย...แบบนี้อันตราย เพราะกลายเป็นเรามองเลยรถคันหน้าไปไกลเกิน แทนที่จะดี กลับกลายเป็นไปชนท้ายรถคันหน้าซะอย่างนั้น

...ลองถามตัวเองดูครับ...ตกลงตอนนี้ เรามองไปแค่ท้ายรถคันหน้ารึเปล่าเอ่ย?...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...