Skip to main content

Post#3-286: เหนื่อยงานหรือหน่ายคน

Post#3-286:
"พรุ่งนี้ก็วันจันทร์อีกแล้ว"

นั่นอาจจะเป็นเสียงบ่นอยู่ในห้วงนึกของใครหลายๆ คน...รวมไปถึงตัวผมเอง ที่แม้จะบ้างานยังไง...ก็มีวันที่คิดแบบนี้ด้วยเช่นกัน

ยิ่งกับใครที่อยู่ตำแหน่งเดิมนานๆ ทำงานซ้ำๆ เดิมมาเป็นปีๆ ก็ยิ่งจะมีความเหนื่อยหน่ายกับวันจันทร์มากเป็นพิเศษ (หรืออย่างที่เราเรียกว่า Monday Syndrom นั่นล่ะครับ)

...

เมื่อใดก็ตามที่เราเกิดอาการเบื่อหน่ายงานแบบต่อเนื่อง...ไม่ว่าจะลาพักร้อนก็แล้ว, ลาป่วยก็แล้ว, ไปทำงานนอกสถานที่ก็แล้ว, ฯลฯ...แต่ก็ปรากฏว่า เรายังไม่หายอึดอัดในใจ

แบบนี้ล่ะก็...เราก็ไม่ควรนิ่งดูดายนะครับ เพราะนั่นอาจจะเป็นสัญญาณที่แสดงว่า เราอาจกำลังเดินไปสู่ทางตันของงานนั้นๆ หรือองค์กรนั้นๆ แล้วก็เป็นได้

เมื่อหมดใจก็เลยพลอยทำให้ไฟทำงานนั้นมอดลง...ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครเลย, ทั้งกับตัวคุณ, กับเพื่อนร่วมงาน, กับองค์กร และที่สำคัญ...กับลูกค้า

...

สังเกตง่ายๆ ครับ...เรารู้สึกถึงความเหนื่อยหน่ายเวลานึกถึงที่ทำงานของเรารึเปล่า?

ก่อนจะหลับตานอนในแต่ละคืน...มีความรู้สึกว่าอยากจะตื่นขึ้นไปทำงานมั๊ย?

ถ้าไม่...คุณอาจต้องถามและตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า เหตุแห่งความเหนื่อยหน่ายรำคาญใจนั้น เกิดจากเหตุใดกันแน่?

เหนื่อยงานหรือหน่ายคน?

...

ถ้าเหนื่อยงาน...แบบนี้ แก้ไม่ยากเท่าไหร่...พักร้อนพอช่วยได้, คุยกับนายก็พอจะช่วยกันจัดความพอเหมาะพอดีของงานได้

แต่ถ้าหน่ายงาน...แบบนี้ เห็นทีว่าอาจจะยากสักหน่อย...ซึ่งถ้าเราเป็นมืออาชีพพอ ก็จงซื่อสัตย์ต่อจรรยาบรรณตัวเอง...ก็แค่ทางเลือกง่ายๆ 2 ทาง

ไม่เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่องาน ก็เปลี่ยนงาน...เท่านั้นจริงๆ

...

ส่วนถ้าเหนื่อยคน...ก็อยู่ที่คุณเหนื่อยลูกน้อง, เหนื่อยเพื่อน หรือเหนื่อยนาย

ทั้ง 3 เหนื่อย...ล้วนควรเริ่มจากการพูดคุยปรับความเข้าใจ อย่าไปทึกทักเอาเองว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างโน้น

เพราะนอกจากจะกลายเป็นเราคิดเองเออเองแล้ว...ยังถือว่าไม่เป็นธรรมกับคนอื่นด้วย

แต่ถ้าเกิดจากการที่เราหน่ายคน ไม่ว่าจะลูกน้อง, เพื่อน หรือนาย...แบบนี้ ก็ต้องแยกส่วนตัวกับงาน ออกจากกัน

...จงอย่าให้ต้นเหตุของการที่เราเบื่อคนบางคน ต้องกลายมาเป็นเหตุให้เราเดินจากงานที่เรารักไปเสีย

...

จำไว้เถิดครับ...ไม่มีที่ทำงานไหน ที่ไม่มีปัญหาเรื่อง "ความหน่ายคน"...ไม่ว่าองค์กรนั้น จะมีแค่ 2 คน หรือ 100 คน...รับรองว่าเจอเรื่องนี้ได้หมด

เราจึงต้องมอง "ความหน่ายคน" อย่างเท่าทัน...อย่าเอามาใส่ใจจนเกินพอดี จนทำให้เราไม่มีความสุข...และถึงแม้จะหนีไปอยู่ที่ไหน ยังไงก็เจออยู่ดี

...ถ้าไม่รู้จัก "ปลง" กับเรื่อง "คน" ก็รับรองได้ว่า "ความเหนื่อยหน่าย" จะเลือกคุณเป็นเพื่อนตาย...จนกว่าคุณจะตายจากมันไปจริงๆ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...