Skip to main content

Post#5-279: แยกบทบาทไม่ถูก

Post#5-279:
เมื่อช่วงดึกวานนี้ มีอดีตลูกน้องคนหนึ่งของผม (สมมติว่าชื่อ “K” นะครับ) โทรมาขอคำปรึกษาเรื่องงาน...ซึ่งเราคุยกันอยู่นานพอดู

ประเด็นสำคัญที่คุยกันก็คือ...น้อง K ที่พึ่งจะได้ปรับตำแหน่งขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายป้ายแดง ได้ไม่นาน...ไม่รู้ว่า จะเอายังไงกับเจ้านาย พอๆ กับที่ไม่รู้จะจัดการยังไงกับลูกน้องดี?

เอาจริงๆ นี่ก็ถือเป็นปัญหาหรือความท้าทายสำหรับ Front Line Manager หลายๆ คน ที่มักจะต้องพบเจอในช่วงแรกๆ ของการเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ

และเกือบจะทุกคนที่มีทั้งเจ้านายและลูกน้อง...ต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหาหรือความท้าทายแบบนี้ ด้วยกันแทบทั้งสิ้น

...

น่าเสียดายที่ เหตุ-ปัจจัย และภาวะแวดล้อมของแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน...ดังนั้น แนวทางที่ผมแนะให้น้อง K ไป จึงไม่เป็นประโยชน์มากนักที่จะนำมาแชร์

แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว...ผมอยากสะกิดเตือนใครก็ตามที่เจอปัญหาหรือความท้าทายแบบเดียวกับน้อง K ว่า

ก่อนที่จะคิดว่าเจ้านายสร้างปัญหาให้เรา...หรือลูกน้องก่อเรื่องไม่ได้หยุดหย่อนน่ะ...

จริงๆ แล้ว มันเกิดจากความไม่เข้าใจอย่างชัดเจนในบทบาทและอำนาจที่ตัวเรามี...รึเปล่าหนอ?

...

เอาล่ะ...เป็นไปได้ว่า เจ้านายของเราอาจจะเป็นผู้สร้างปัญหา หรือลูกน้องของเราอาจจะชอบก่อเรื่อง จริงๆ

แต่แน่ใจแล้วใช่มั๊ย...ว่าบางเรื่องเราดันไปลงมือทำ แทนที่จะให้ลูกน้องเป็นผู้ลงมือ รึเปล่า?

แล้วกับบางเรื่องที่ควรให้เจ้านายเป็นผู้ตัดสินใจ...เราดันไปตัดสินใจแทน มั๊ยนะ?

เมื่อตัวเราไม่ได้ทำหน้าที่เจ้านายอย่างเหมาะสม และไม่ได้ทำหน้าที่ของลูกน้องอย่างถูกต้อง...

...ลงท้าย เราก็เลยกลายเป็นเจ้านายที่ก้าวก่ายงานของลูกน้อง...และเป็นลูกน้องที่ตัดสินใจเกินอำนาจที่มี...

#NoteToSelf:

  • บ่อยครั้งที่เราชอบคิดว่า คนอื่นคือผู้สร้างปัญหา...ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เราอาจจะเป็นตัวปัญหา เสียเอง
  • การมีปัญหาน่ะ ไม่ใช่ปัญหา...แต่การไม่รู้ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา นั่นล่ะคือปัญหา
  • แยกบทบาทออกมั๊ย ระหว่าง เจ้าหน้าที่, ผู้จัดการ และผู้อำนวยการ? ถ้าคำตอบคือไม่”...อ่าน Post นี้ใหม่ อีกสัก 2-3 รอบ น่าจะดี :)

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...