Skip to main content

Post#5-297: สิ่งที่เห็น vs สิ่งที่ไม่ได้เห็น

Post#5-297:
ผมพบตัวเองอยู่ที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ...เพื่อมาดูกิจการหนึ่ง ตามคำเชิญ (แกมบังคับ) ของญาติผู้ใหญ่ของผม

แม้ว่าจะต้องเดินทางไกล และต้องสละเวลาไปมากโข...แต่ผมก็ยินดีเล็กๆ ที่มีโอกาสได้ explore ธุรกิจใหม่ๆ ที่ผมไม่คุ้นเคย

เรียกว่า ถ้าได้ออกจาก Comfort Zone เมื่อไหร่...ผมเป็นได้ระริกระรี้เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ เมื่อนั้น

...

เอาจริงๆ...หลักการกว้างๆ ของการทำแผนธุรกิจ ไม่ว่าประเภทใดนั้น แทบจะไม่ค่อยแตกต่างกันเลย

และกิจการ (โดยเฉพาะกิจการครอบครัว) ส่วนใหญ่ที่ผมไปทำแผนธุรกิจให้นั้น มักจะมีจุดเริ่มต้นของปัญหาคล้ายๆ กัน...

นั่นก็คือ การขาดการประเมินพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย...หรือหากมีการประเมินอยู่บ้าง ก็ทำได้ไม่ลึกพอ

เมื่อเป้าหมายคลุมเครือ...จึงทำให้กำหนดเส้นทางไปสู่เป้าหมายได้อย่างเลือนลางไปด้วย

...

ดังนั้น ก่อนจะเริ่มต้นกิจการใดๆ...จึงจำต้องมีแผน 1 และแผน 2 (หรืออาจจะต้องเตรียมไว้ถึงแผน 3 และ 4) ไว้ล่วงหน้า

น่าเสียดายที่ส่วนมาก ทำแผนไว้ก็จริง...แต่เหมือนไม่ได้ทำแผนมากกว่า -“-

เพราะมักจะไม่เข้าใจว่าแผนธุรกิจกับฝันธุรกิจนั้น...มันแทบจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย

พูดง่ายๆ ก็คือไปเห็นคนอื่นทำกัน...ก็เลยอยากทำบ้าง...

แต่ที่เห็นน่ะ เห็นเฉพาะหน้าฉากที่สวยงาม เห็นเฉพาะตอนที่คนอื่นนั้น success ไปแล้วเรียบร้อย

ส่วนที่ไม่ได้เห็น ก็คือ...งานหลังฉาก ที่มีรายละเอียดและต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญเป็นอย่างสูง 

...และไม่เห็นตอนที่คนที่ success เหล่านั้น...ผ่านการลองผิดลองถูก หรือผ่านความล้มเหลวมานับไม่ถ้วน...

NoteToSelf:

  • จะทำธุรกิจใหม่ ก็เหมือนตอนจะซื้อหมาหรือแมวมาเลี้ยง...ถ้าไม่ศึกษาพฤติกรรมของพันธุ์นั้นๆ เราก็มักได้พันธุ์ที่ไม่ตรงจริต / ถามว่าเราจะโทษตัวเองหรือโทษพวกมัน?
  • เช่นกัน หากจะ copy ธุรกิจใครมา...ก็จงอย่าดูแต่หน้าฉาก แต่ต้องเข้าใจหลังฉากอย่างถ่องแท้ด้วย
  • ถ้าไม่อยากไปหาหมอ...ก็ต้องรักษาสุขภาพ / ส่วนถ้าไม่อยากทำธุรกิจแล้วเจ๊ง...ก็ต้องใส่ใจในการทำแผน

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...