Skip to main content

Post#5-276: Let’s try it one more time!

Post#5-276:
เรื่องหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหนักใจ ก็คือ เมื่อไหร่ที่ควรจะเปลี่ยนเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ดีหนอ?

เราคุยกันมาหลายต่อหลายครั้ง...ว่าไม่ควรจะยอมแพ้ง่ายๆ, เราต้องสู้ให้ถึงที่สุด, เราจะไม่ยอมแพ้, เราจะปรับเปลี่ยนวิธีการ แต่เราจะยึดมั่นในเป้าหมาย และ ฯลฯ

แปลว่า เมื่อเรากำหนดเป้าหมายใดๆ แล้ว มันจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ใช่มั๊ย?

...

ทุกคนรู้คำตอบดีครับ...ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นแน่ๆ

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์, ตามภาวะแวดล้อม และอาจผันแปรไปตามกาลเวลา

แต่ก่อนจะล้มเลิกเป้าหมายที่ตั้งใจไว้นั้นน่ะ...

แน่ใจแล้วใช่มั๊ย...ว่าได้พยายามทุกวิถีทางแล้ว จริงๆ?

...

เอาจริงๆ การที่เราจะตัดสินใจยอมแพ้น่ะ...ผมว่ามันเป็นเรื่องง่ายพอๆ กับการกระพริบตา

แปลว่า ก่อนจะยอมแพ้...เราต้องไม่หลอกตัวเองว่า เราได้ทำทุกอย่างอย่างเต็มกำลังความสามารถ แล้วใช่มั๊ย?

เมื่อคิดดีแล้วว่าคงต้องยอมแพ้”...ก็ต้องทบทวนให้ได้คำตอบชัดเจนว่า ที่ต้องแพ้ในคราวนี้น่ะ มันเป็นเพราะเหตุ-ปัจจัยใดกันแน่?

...

ที่สำคัญ...คือต้องไม่ลืมหันกลับไปดูตอนตั้งเป้าหมายให้ดีๆ ด้วยครับ

นึกย้อนดูให้ดี...ว่าเราได้ตั้งเป้าหมายเหมาะสมกับขีดความสามารถของตัวเรามั๊ยหนอ?

บางที...เราอาจจะกำลังสับสนระหว่างเป้าหมายกับความฝันก็เป็นได้

...

เอาเป็นว่า ก่อนจะล้มเลิกเป้าหมายใดๆ ที่ตั้งไว้...จงทบทวนเส้นทางที่ผ่านมาให้จงดี

ประเมินอย่างใคร่ครวญ ถึงสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายได้...

จากนั้น ก็ต้องกำหนดวิธีการทำงานที่แก้ไขข้อบกพร่องเดิมขึ้นมา

สุดท้าย ก็จงบอกตัวเองว่า...

Let’s try it one more time!

...มาลองกันอีกสักที!...ถ้ายังไม่ได้จริงๆ แล้วค่อยถอดใจ...

#NoteToself:

  • คนเรามักสับสนระหว่าง แค่พูดว่า ได้พยายามแล้ว กับได้ลงมือพยายามแล้ว จริงๆ
  • เวลาตั้งเป้าหมายก็ต้องเห็นเส้นทางไปสู่เป้าหมายให้ชัดเจนเสียก่อน...ไม่งั้น มันก็เป็นได้แค่ความฝัน
  • ตั้งเป้าหมายให้สมกับตัว...แล้วค่อยๆ ขยับเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นๆ ไปพร้อมๆ กับต้องท้าทายขีดจำกัดของตัวเองให้มากขึ้นๆ
  • มันง่ายที่จะยอมแพ้”...แต่จงจำไว้ว่า หากเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ได้ทำให้เราหวั่นเกรง...มันย่อมไม่ใช่เป้าหมายที่ควรค่าแก่การเอาชนะ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...