Skip to main content

Post#2-36: เรามาจากดาวคนละดวง

Post#2-36:
วันนี้ขออนุญาตคุยเรื่องเบาๆ เพื่อลดความเครียดของตัวผมเองหน่อยนะครับ ^^

ว่ากันว่า "Men are from Mar, Women are from Venus" แปลว่า "ผู้ชายมาจากดาวอังคาร และผู้หญิงมาจากดาวศุกร์"

แปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือก็เพราะผู้ชายกับผู้หญิงมาจากดาวคนละดวงนั่นไง ถึงได้มีวิธีคิดที่ไม่ค่อยจะเหมือนกัน ^^

ยกตัวอย่างวิธีคิดที่ฝรั่งเค้าว่าไว้นะครับ...

"A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't. A man marries a woman expecting that she won't change, and she does."

แปลว่า "ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชาย โดยหวังว่าเค้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้, แต่สุดท้ายผู้ชายก็ไม่เคยเปลี่ยน ส่วนผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิง โดยคาดหวังว่าเธอจะไม่เปลี่ยน แต่สุดท้ายเธอก็เปลี่ยน"

ผมขำแบบน้ำหมากกระจาย เพราะมันจริงทีเดียวครับ...

ผู้หญิงคิดว่า แต่งงานกันแล้ว เค้าคงดีขึ้นล่ะน่า แต่คุณสามีอาจชุ่ยกว่าเดิม -"-

ส่วนคุณผู้ชาย ตั้งความหวังไว้ว่า ภรรยาจะสวยและใจดีเหมือนเดิม แต่เธอกลับกลายร่างเป็นแม่มด (จ้าวเสน่ห์ - รอดไป) หลังแต่งงาน

ใครที่มีครอบครัวแล้ว ลองนึกตามผมดูว่าจริงมั๊ยนะครับ หรือก่อนเป็นแฟนกับหลังเป็นแฟนกันน่ะ เหมือนกันมั๊ย? ^^

อีกความจริงหนึ่ง ที่ฝรั่งว่าไว้...

"Women always worry about the things that men forget; men always worry about the things women remember."

แปลว่า "ผู้หญิงกังวลอยู่ตลอดเวลา เกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ชายชอบลืม ส่วนผู้ชายน่ะ กังวลอยู่ไม่เว้นวัน เกี่ยวกับเรื่องที่ผู้หญิงช่างจำ"

ผู้หญิงจะโกรธทุกครั้งที่บอกอะไรสามีหรือแฟนไปแล้ว เค้าจำไม่ได้ เช่น อย่าลืมแวะรับผ้าก่อนกลับบ้านนะ, พรุ่งนี้โทรไป happy birthday คุณแม่ด้วยนะคะ, ฯลฯ

และเพราะรู้ว่าผู้ชายขี้ลืม ก็เลยโทรไปย้ำบ่อยๆ ย้ำจนผู้ชายอือออไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าภรรยาหรือแฟนสั่งความว่าอะไร สุดท้ายก็ลืมอยู่ดี แล้วจะไม่ให้เธอๆ โกรธได้ยังไง

ส่วนคุณผู้ชายจะหนาวๆ ร้อนๆ กับสิ่งที่คุณผู้หญิงจำได้จำดีแบบไม่ลืมไม่เลือน และจะหนาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ด้วยคำถามเช่น วันนี้วันอะไร?, จำเรื่องนี้ได้มั๊ย?, ปีที่แล้วว่าอะไรชั้นไว้ ชั้นจำได้นะ..., ฯลฯ

ผู้ชายน่ะชุ่ยโดยธรรมชาติ เรื่องตัวเองยังไม่ค่อยจะจำเลย แล้วจะให้จำเรื่องยิบย่อยได้อย่างใจคุณผู้หญิงน่ะ ยากไปนะ ^^

จบลงห้วนๆ อย่างนี้เลยละกันครับ จริงๆ ที่ฝรั่งเขียนซนๆ ไว้ยังมีอีกเยอะครับ ใครสนใจบอก เดี๋ยว inbox ไปให้ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...