Skip to main content

Post#2-42: คู่ชีวิต

Post#2-42:
ผมใช้ชีวิตแต่งงานปีนี้ย่างเข้าเป็นปีที่ 11 แล้ว และอยากบอกว่า ผมนึกไม่ออกว่า จะใช้ชีวิตยังไงถ้าต้องกลับไปเป็นโสดอีกครั้ง ^^

ใครที่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่มีคู่เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ผมขอบอกว่า ก่อนตัดสินใจแต่งงานกัน ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อคนที่เราจะเลือกใช้ชีวิตคู่มากๆ หน่อย

...

ตอนเราจะเลือกใครมาเป็นแฟน มักจะมองหาข้อดีของเค้า โดยมองข้ามข้อด้อย แต่หลังจากเป็นแฟนกันแล้ว หรือแต่งงานกันแล้ว ทำไมมักจะเลือกมองแต่ข้อด้อย โดยไม่มองข้อดี?

ก่อนเป็นแฟนกันหรือก่อนใช้ชีวิตร่วมกัน จึงต้องวิเคราะห์ข้อด้อยของอีกฝ่ายให้ลึกๆ ว่าเป็นแฟนกันแล้วหรือแต่งงานกันแล้ว จะรับข้อด้อยของเค้าได้มั๊ย อย่าคิดว่าอยู่ด้วยกันแล้วเค้าจะเปลี่ยน เพราะเค้าอาจจะไม่เปลี่ยน หรืออะไรที่คาดว่าเค้าจะไม่เปลี่ยน ก็อาจจะร่วงโรยไปตามวันเวลา

การมีแฟนกับการมีครอบครัว ต่างกันโดยสิ้นเชิง จะหาแฟนหรือเปลี่ยนแฟนน่ะง่าย แต่การจะมีครอบครัว ไม่ใช่คิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน ดังนั้นถ้ายังไม่พร้อมรับผิดชอบกันและกัน ก็อย่าเพิ่งริจะสร้างครอบครัว 

...

สำหรับสาวๆ แฟนหนุ่มกับสามี อาจเหมือนกันที่ความสัมพันธ์ทางกาย แต่ความผูกพันทางใจไม่มีทางเทียบเคียงกันได้

สำหรับชายหนุ่ม คุณอาจหาคนรักได้นับไม่ถ้วนเพื่อเป็นที่พักพิงทางกาย แต่คุณไม่อาจให้ผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมาในชีวิต เป็นที่พักพิงทางใจได้ นอกจากภรรยา

ชีวิตคู่ ไม่ใช่แค่ผูกกันด้วยความใคร่ แต่ต้องถึงพร้อมด้วยความรัก, ต้องหมั่นเติมความเข้าใจ, ความห่วงใย และการให้อภัยกันเสมอ 

...

สำหรับคนที่ยังไม่แต่งงาน อย่าลืมดูข้อด้อยของอีกฝ่าย ถ้ารับไม่ได้จงอย่าเริ่มชีวิตครอบครัว ที่หวังว่าจะเปลี่ยน อาจไม่เปลี่ยน และที่หวังว่าจะไม่เปลี่ยน อาจจะเปลี่ยน

สำหรับคนที่แต่งงานแล้ว จงมองข้อดีของอีกฝ่ายให้มากๆ ข้อด้อยที่มันไม่หนักหนาก็มองข้ามๆ ไปซะบ้าง อย่าลืมว่าไม่มีใครดีพร้อมทุกด้าน

... 

ไม่ว่าคุณจะอยู่กับอีกฝ่ายมายาวนานแล้วเท่าไหร่ ไม่ว่าจะยังเป็นแค่คนรัก หรือคุณได้ร่วมสร้างชีวิตคู่กับเค้าแล้ว...ถึงวันนี้คุณก็ควรมองให้เห็นถึงเงาสะท้อนในดวงตาของเค้า ว่าคุณมองเค้าด้วยสายตาและความรู้สึกแบบไหน

ครอบครัวเป็นสิ่งงดงามที่สุดในโลก เป็นที่ที่คุณจะรู้สึกอบอุ่นในหัวใจแม้ในยามที่คุณเหน็บหนาวกาย, เป็นที่ๆ คุณจะกลับมาเพื่อขจัดความอ่อนล้าในหัวใจ เพื่อให้กลับไปสู่วันพรุ่งนี้ได้อย่างมีพลัง

...

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีคนรักหรือคู่ชีวิตแล้ว อย่าลืมบอกให้เค้ารู้ ว่าเค้าสำคัญเพียงไรสำหรับคุณ

ขอให้สุขสันต์วันอาทิตย์ด้วยความรักที่กรุ่นอยู่ในหัวใจนะครับ ❤️

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...