Skip to main content

Post#2-50: สักแต่ว่าทำ

Post#2-50:
แม้ทุกคนจะรู้ดีอยู่แล้วว่า "คนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด ก็คือคนที่ไม่ลงมือทำอะไรเลย" แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบความผิดพลาด

จะลดความผิดพลาดให้น้อยลง จึงต้องใช้เวลาในการวางแผนให้รอบคอบซักนิด ก่อนที่จะลงมือทำ หรือคิดล่วงหน้าไว้บ้าง ว่าถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้น จะมีแนวทางแก้ไขยังไงบ้าง

สำคัญที่ว่า เมื่อลงมือทำแล้ว จะต้องทำอย่างจริงจัง ให้ใจจดจ่อกับความสำเร็จ ไม่ใช่เอาใจไปจับอยู่กับความกลัวผิดพลาด

...

ที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่เรื่องความผิดพลาดที่เกิดจากการทำตามแผน แต่คือความผิดพลาดที่เกิดจากความตั้งใจให้ผิดพลาดต่างหาก

งงมั๊ยครับ?

ก็เช่น รู้ทั้งรู้ว่าถ้าทำไปทั้งแบบนี้จะมีโอกาสพลาดมากกว่าสำเร็จ ก็ยังดันทุรังทำไป โดยหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น...แบบนี้แหละครับ ที่เรียกว่า ตั้งใจที่จะให้เกิดความผิดพลาดขึ้น

ส่วนใหญ่ความผิดพลาดแบบนี้ มักเกิดจากการวางแผนที่ไม่ชัดแจ้งมากกว่าอย่างอื่น...

ก็คือมองภาพยังไม่ออกว่า จะวางแผนอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย แต่ดันเริ่มลงมือทำ (จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เช่น งานเร่ง, มั่วงาน, มารับงานต่อ, ฯลฯ)

เหมือนๆ กับเราจะไปลาดพร้าว จู่ๆ จะขับรถออกไป โดยไม่แน่ใจว่าจะขับรถไปเส้นไหนดี

ขับไปนึกเส้นทางไป อย่างดีก็แค่เสมอตัว แต่อย่างแย่ก็ขับหลงไปหลงมา อ้อมไปอ้อมมา เป็นต้น

เมื่อมองภาพไม่ออก แต่ลงมือทำ จึงไม่ต่างจากความตั้งใจแต่ต้นว่าจะยอมให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้นั่นเอง

...

มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ นาม Abraham Lincoln เคยกล่าวไว้ว่า "Give me six hours to chop down a tree, and I'll spend the first four shaphening the axe."

แปลว่า "ถ้าให้เวลาผม 6 ชั่วโมง เพื่อตัดต้นไม้, ผมจะใช้เวลา 4 ชั่วโมงแรก ในการลับขวาน"

ชัดเจนมากครับ ว่าการวางแผนและเตรียมความพร้อมก่อนที่จะลงมือทำงาน มีความสำคัญเพียงใด

...

ดังนั้น เราจึงต้องพึงเลี่ยงไม่ให้ตัวเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ "ตั้งใจที่จะยอมให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น"

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจนั้น น่าเห็นใจและน่าให้อภัย...

ส่วนความผิดพลาดที่รู้อยู่แก่ใจล่วงหน้าว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ก็ยังฝืนทำนั้น

น่าจะต้องแก้ที่ทัศนคติของเรา...อย่าให้เป็นพวก "สักแต่ว่าทำ" นะครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...