Skip to main content

Post#2-156: 3 ทำ สำหรับเมียนมาร์

Post#2-156:
วันนี้ผมตื่นแต่เช้ามืด ประมาณตี 4 เพราะต้องรีบไปให้มาทันขึ้นเครื่อง เพื่อไปประชุมในประเทศที่น่ารักแห่งนี้อีกครั้ง

ถ้าจะพูดถึงความน่าสนใจในการลงทุนหรือขยายตลาด ย่อมต้องมีชื่อประเทศเมียนมาร์ (หรือพม่า - ชื่อที่เราคุ้นเคย) อยู่ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

ย้อนกลับไปดู post เก่าๆ จะเห็นว่า ผมมาเยือนประเทศนี้บ่อยมากๆ และก็เล่าถึงประเทศนี้บ่อยครั้งมากเช่นกัน

บ้านพี่เมืองน้องที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้ประเทศของเรานี้ มีอะไรให้ศึกษาและพูดถึงอีกนับไม่ถ้วน เป็นประเทศที่เรายังรู้ข้อมูลเชิงลึกไม่กระจ่าง เสมือนด้านหลังของดวงจันทร์ ที่แม้เราจะได้เห็นหรือได้ยินเรื่องของเค้ามามาก แต่เราก็ยังไม่รู้เรื่องด้านหลังดวงจันทร์ของเมียนมาร์อีกเยอะ

...

แม้การลงทุนที่นี่จะไม่ง่าย (Post#2-73) แต่ก็ไม่อาจกล่าวไดัว่า มันยากถึงขนาดไร้หนทางไปซะทีเดียว โอกาสยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกธุรกิจ สำคัญที่ว่าเรามีแค่ Know How ก็ยังไม่พอ จำเป็นจะต้องมี Know Who ด้วยเช่นกัน

แรกเริ่มที่ผมมีโอกาสไปรู้จักเมียนมาร์ ก็ได้มี Guru ที่รู้จักประเทศนี้ดี ได้กรุณาถ่ายทอดเคล็ดวิชาไว้ว่า จะทำธุรกิจกับเมียนมาร์ได้ ต้องมี "3 ทำ"

หนึ่ง คือ "ทำเพื่อน" หมายความว่า เราต้องสร้างมิตรภาพกับเค้า ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับหนึ่งก่อน ดีลกันแค่ธุรกิจไม่ได้ ต้องเป็นเพื่อนกันด้วย 

สรุปว่า ถ้าเราทำให้เค้าเป็นเพื่อนไม่ได้ โอกาสทางธุรกิจก็เกิดยากซักหน่อย

สอง คือ "ธรรมะ" เรื่องนี้ Guru ท่านว่าไว้ว่า เพราะชาวเมียนมาร์ส่วนใหญ่เป็นคนนิยมความซื่อสัตย์และซื่อตรง ดังนั้น ถ้าไปชวนเค้าทำธุรกิจอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมา หรือหลอกลวงนี่ ชาวเมียนมาร์ส่วนใหญ่ก็ไม่เอาด้วย

ไม่ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ศรัทธาในธรรมะของพวกเค้าให้มากความ เอาแค่ว่าวันหยุดพวกเค้าเข้าวัดทำบุญบ่อยกว่าไปเดินห้างก็แล้วกันครับ

สาม ท่าน Guru บอกไว้ว่า "ทำ" ตัวสุดท้ายนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คือ "ทำใจ" ด้วยเหตุเพราะ life style ของชาวเมียนมาร์เอง (ดังที่ผมเล่าให้ฟังใน Post#2-73) ไม่ชอบอะไรที่กดดันหรือเร่งรัด

ดังนั้น ถ้าจะเสกหรือเร่งเค้าให้ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างใจเราต้องการ ก็คงอกแตกตายซะก่อน

...

จำไว้นะครับ "3 ทำ" สำหรับเมียนมาร์: ทำเพื่อน, ธรรมะ และทำใจ ^^

* ใครอยากปรึกษาเรื่องประเทศเมียนมาร์ เชิญได้ที่ 

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...