Skip to main content

Post#2-157: หกล้ม

Post#2-157:
เมื่อหลายวันก่อน ผมลื่นหกล้มหน้าห้องน้ำในบ้านตัวเอง T^T

เปล่าครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยกะอีแค่เรื่องตาแก่คนหนึ่งหกล้ม แต่ผมหกล้มเพราะอะไรนี่สิ ที่อยากจะเอามาแชร์ให้ฟัง

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนก็เจอเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้ คือมักทำอะไรด้วยความเคยชินโดยไม่มองรอบๆ ตัว ยิ่งเป็นบ้านตัวเองยิ่งแล้วใหญ่ เพราะแม้เดินหลับตาก็น่าจะรู้ว่าเดินอยู่ตรงไหนของบ้าน จากจุด A ไปจุด B ต้องผ่านอะไรบ้าง เรียกว่าเดาไม่ยาก เดินไม่หลง

แต่สภาพแวดล้อมมันไม่ได้เหมือนกันตลอดเวลา และบุญพาวาสนาส่ง ก็ส่งให้ผมลื่นลงไปนอนหัวฟาดประตู เหตุเพราะผู้มาใช้ห้องน้ำก่อนหน้า (เข้าใจว่าเป็นลูกสาวสุดที่รัก) ทำพื้นเปียกและล้างคราบสบู่ไม่หมด

ไอ้ตอนเดินเข้าผมเดินข้าม แต่ตอนเดินออกนี่ ผมไม่ได้มอง ก็เดินออกตามความเคยชิน เลยเหยียบเข้าไปเต็มๆ และลงไปนอนวัดพื้นเต็มๆ เช่นกัน...

ในชีวิตจริง เรามักทำอะไรตามความเคยชินแบบนี้เช่นกัน และขึ้นชื่อว่าความเคยชินก็หมายถึง ทำแบบเดิมๆ ซ้ำๆ และบ่อยครั้งร่างกายขยับไปก่อนสมองสั่งการด้วยซ้ำ

แม้เราไม่อยากเปลี่ยน แต่สภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไปทุกวัน ดังนั้น อะไรที่เราเคยทำแล้วได้ผล ก็อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป ซึ่งถ้าเรารู้ตัวไม่ทัน เราก็จะมักจะทำอย่างเดิมๆ หนักขึ้น นานขึ้น แต่แน่นอนว่า เราจะไม่ประสบผลเท่าเดิม

ใน Post#2-50 ผมก็เคยแชร์ไว้ ว่าผลลัพธ์ที่ด้อยลงแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะเราขยันตัดต้นไม้ แต่ไม่เคยคิดที่จะลับขวาน เรียกว่า ขยันให้ตายก็ไม่ได้ดี เพราะไม่ได้เตรียมการอย่างเหมาะสม

ฉันใดก็ฉันนั้น ผมหกล้มทั้งที่ไม่ควร หรือเราทำงานแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ล้วนเกิดจากเหตุแห่งความเคยชิน ละเลยที่จะมองปัจจัยรอบข้าง มุ่งแต่กระบวนการ จึงส่งผลให้ผลลัพธ์พังไม่เป็นท่า

คราวหน้า จะทำยังไงไม่ให้หกล้ม ก็ต้องมองพื้นรอบๆ ก่อนก้าวเท้า จะทำยังไงให้ตัดต้นไม้ได้ฟืนมากๆ ก็ต้องหมั่นลับขวาน

หกล้มคราวนี้ เรียกสติให้ผมมากพอควร ว่าอย่าเคยชินกับการทำซ้ำๆ เดิมๆ เพราะมันไม่ได้มีอะไรมารับรองว่า เราจะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิมทุกครั้งนะครับ -"-

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...