Skip to main content

Post#2-162: ตรุษจีน

Post#2-162:
ช่วงนี้ครอบครัวผมคุยกันแต่เรื่องเตรียมตัวรับเทศกาลตรุษจีน...

ยอมรับโดยดุษฎีเลยครับ ว่าผมมีความรู้เกี่ยวกับประเพณีนี้แบบผิวเผินเต็มที รู้แต่ว่าตอนยังเป็นเด็กก็นับวันรอ เพราะจะได้ "ซองแต๊ะเอีย" แต่พอตอนนี้ รู้สึกว่า ทำไมถึงตรุษจีนเร็วนัก ต้องควักเงินใส่ซองอีกแล้วรึนี่ >_<"

สัปดาห์นี้ของผม จึงเป็นช่วงเดินสายนำส้มไปกราบสวัสดีผู้ใหญ่ที่มีเชื้อสายจีนหลายๆ ท่าน เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ตัวผมเอง

...

รวมๆ แล้ว ผมรู้สึกว่า ปีใหม่จีน ก็ไม่ได้มีบรรยากาศที่แตกต่างไปจากปีใหม่สากลและปีใหม่ไทยมากนัก คือเน้นการรวมตัวสังสรรค์ และอยู่ในอารมณ์พักผ่อน

เพียงแต่ว่า ปีใหม่จีน จะเน้นในเรื่องการทำอะไรที่เกี่ยวกับความเป็นสิริมงคลมากเป็นพิเศษ และมีเรื่องของเคล็ดความเชื่อหรือเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกหลานพันธุ์มังกรได้ทำตามมากกว่าเทศกาลอื่นๆ

...

ที่น่าสนใจก็คือ...ผมเคยคุยกันเล่นๆ กับเพื่อนๆ ว่าหากหมดรุ่นแม่ๆ ไปแล้ว ผมเองนึกไม่ออกเลยว่า ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ในแต่ละเทศกาลน่ะ ต้องทำอะไรกันบ้าง ทำวันไหน เมื่อไหร่ ฯลฯ

ถ้าเป็นประเพณีไทยๆ ยังมีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้ดูแล คงใช้อ้างอิงได้ไม่ยาก แต่สำหรับลูกหลานไทยที่มีบรรพบุรุษชาวจีนนี่สิ จะไปถามหาเรื่องธรรมเนียมหรือจรรยาที่งดงามเหล่านี้ได้จากใครกัน?

ขนาดคนยุครอยต่อระหว่างรุ่นใหม่กับรุ่นเก่าอย่างผม ยังจนด้วยเกล้า แล้วรุ่นต่อๆ จากผมไปจะเป็นยังไงก็ยังนึกไม่ออก?

ทุกวันนี้ถ้าไปไหว้เจ้ากับแม่หรืออาม่า ก็มีท่านคอยบอกคอยแนะว่า ต้องทำยังไง ถ้ารุ่นต่อๆ จากผมไปต้องถาม Google ว่าตรุษจีนต้องไหว้เจ้ายังไง แก้ชงที่ไหน เชงเม้งเมื่อไหร่ ผมก็รู้สึกว่า ก็เป็นเรื่องตลกร้ายเอาการอยู่ สำหรับลูกหลานจีนทุกท่าน -"-

แม้ผมจะรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นคนไทย แต่ธรรมเนียมและจรรยาที่รุ่นอากงสั่งสอนมา ผมก็กลับรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เราสำนึกในเรื่องคุณธรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะเรื่อง "ความกตัญญูรู้คุณ" ที่แทบจะเป็นคุณธรรมเรื่องแรกที่ผมได้ยินตั้งแต่จำความได้ ไม่นับเรื่อง "การเคารพผู้อาวุโส" ที่นับวันจะลดน้อยถอยลงไปในสังคมไทย

Post วันนี้สำหรับลูกหลานพันธุ์มังกรทุกท่านล่ะครับ ช่วยกันออก idea ที ทำยังไงถึงจะช่วยกันสืบสานจรรยาและธรรมเนียมที่ดีแบบนี้ให้ยั่งยืนต่อไปครับ?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...