Skip to main content

Post#3-79: USP

Post#3-79: USP
เมื่อวานนี้ ผมมีโอกาสได้ไปประชุมกับลูกค้าใหญ่รายหนึ่ง เพื่อไปนำเสนอแผนการตลาดและแผนการขายสินค้า

แน่นอนว่า ผมก็ได้รับทั้งข้อคิด, ข้อติติง และข้อเสนอแนะมากมาย จากการประชุมที่ว่า

แต่หนึ่งในคำถามสำคัญที่คนค้าคนขายต้องทบทวนให้ดีก็คือ...ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าของเรา? (What is the reason to buy your product?)

...

จริงๆ แล้วคำถามนี้สุดแสนจะเรียบง่าย และตรงไปตรงมา แต่ผมรับประกันได้ว่า ใครก็ตามที่ต้องมาตอบ ต่างก็บอกว่า ตอบได้ยากจริงๆ

...ค่าที่มุมมองที่เรามีต่อสินค้าของเรา กับมุมมองในฝั่งของลูกค้านั้นแตกต่างกัน...

เราอาจจะคิดว่าสินค้าของเรามี "จุดขาย" ที่ดีเลิศ...ในขณะที่ลูกค้าอาจจะรู้สึกเฉยๆ กับจุดขายที่เรามี ก็เป็นได้

...

ความต่างระหว่างมุมมองของทั้งสองฝ่ายนี่แหละครับ ที่เป็นโจทย์สำคัญที่ทั้งนักการตลาดและนักขาย จะต้องตอบให้ได้

ที่ถูกแล้ว เราควรนำเสนอสินค้าแต่ในมุมที่เราอยากนำเสนอ...หรือว่าเราควรนำเสนอสินค้าในมุมที่ลูกค้าอยากได้ยิน?

ถ้าตอบอย่างแรก...สินค้าของเราต้องมีความแตกต่าง (หรือที่ทางการตลาดเรียกว่า Unique Selling Proposition - USP) ในระดับสูง

แต่ถ้าตอบอย่างหลัง...แปลว่า เรากำลังกระโจนเข้าสู่ "น่านน้ำสีแดง" (Red Ocean) เข้าให้แล้ว...ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า เรามองหา "น่านน้ำสีน้ำเงิน" (Blue Ocean) ได้ยากเต็มที

สุดท้ายแล้ว Brand ใครจะเจ๋งกว่ากัน...ก็ต้องวัดกันด้วย ใครมีกลยุทธ์การสื่อสารกับลูกค้าได้โดนใจกว่านั่นเอง

...

ถ้าต้องจีบสาว (หรือหนุ่ม) เราจะสร้างความโดดเด่นยังไงดี?

จะทุ่มแต่เงินก็ใช่ที่ (แม้จะมีผลมากก็ตาม) แต่จะไม่ใช้เงินเลยก็ไม่ได้...ดังนั้น ก็ต้องหาส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่างกำลังทรัพย์และกลวิธีเสนอหน้า ที่จะสร้างความน่าสนใจให้กับสาว (หรือหนุ่ม) ที่เราหมายตาไว้ ให้จงได้

จะสมหวังได้เป็นแฟนกันรึเปล่า...เราไม่อาจรู้ได้

รู้แต่เพียงว่า ถ้าแค่ทำให้อีกฝ่ายสนใจยังไม่ได้...ก็เตรียมตัวอยู่เป็นโสดต่อไปเถอะครับ

#สาบานได้ว่ากำลังคุยเรื่องแผนการตลาดจริงๆ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...