Skip to main content

Post#3-248: Opportunity vs Obstacle

Post#3-248:
ไม่ทราบว่า จะมีใครเห็นตรงกันกับผมมั๊ยครับว่า เรื่องของ "ความเชื่อ" นั้น ถือเป็นเข็มทิศที่จะคอยกำหนดทิศทางต่างๆ ทั้งหมดของเรา

ด้วยเพราะ "ความเชื่อ" จะเป็นตัวกำหนด "ความคิด" จากนั้น "ความคิด" ก็จะเป็นตัวกำหนด "การกระทำ"...

ดังนั้น เมื่อคุณเชื่อแบบไหน ความเชื่อจึงเป็นตัวผลักดันให้คุณมุ่งไปแบบนั้นหรือทางนั้น นั่นเอง

...

Wayne Dyer เอง ก็เชื่อเช่นนั้นครับ...โดย Wayne ได้แสดงทัศนะไว้ว่า

"If you believe it'll work out, you'll see opportunities. If you believe it won't, you'll see obstacles."

แปลว่า "ถ้าคุณเชื่อว่า มันจะเป็นไปได้, คุณก็จะเห็นโอกาส หากถ้าคุณเชื่อว่า มันเป็นไปไม่ได้, คุณก็จะเห็นอุปสรรค"

...

Wayne กำลังบอกเราว่า หากเราเชื่อว่ามันเป็นไปได้ เราก็จะพยายามหาเหตุผลต่างๆ ร้อยแปด มาสนับสนุนว่า ทำไมมันจึงเป็นไปได้

เช่นกัน หากเราไม่เชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราก็จะมีเหตุผลพันประการ มาอธิบายว่า ทำไมมันจึงไม่มีทางเป็นไปได้

ต่อให้คนทั้งร้อยบอกว่า เป็นไปไม่ได้ แต่หากเราเชื่อว่า มันเป็นไปได้ (หรือในทางกลับกัน) เราก็จะทำ...หากเป็นแบบนี้ คงต้องพิจารณาให้ดี ว่า เรากำลังมุ่งมั่น หรือเรากำลังดื้อดึง

...

อย่ากังวลไปครับ การที่คุณไม่ได้เห็นตรงกับคนส่วนใหญ่ นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณ "ผิด"...แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณ "ถูก" เช่นกัน

ผมไม่ได้ยียวนหรอกนะครับ...หากแต่เพียง ผมต้องการจะบอกว่า ในความเป็นไปได้นั้น ก็อาจมีความเป็นไปไม่ได้แฝงอยู่ และเช่นกันที่ในทุกความเป็นไปไม่ได้ ก็อาจมีความเป็นไปได้ซ่อนอยู่

ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่อง "ผิด" หากเราจะมุ่งมั่น (หรือดื้อดึง) ที่จะทำ...หากแต่ เมื่อผลลัพธ์ปรากฏออกมาเมื่อใด เราก็จำต้องมองโลกในแง่จริง ว่าสิ่งที่เราเชื่อมาตลอดนั้น มันใช่หรือไม่?

และผมก็บอกไม่ได้ ว่าจะต้องใช้เวลาและทรัพยากรเท่าไร ที่จะพิสูจน์ความเชื่อในแต่ละเรื่องของแต่ละคน

...แต่ถ้าเมื่อไร เรารู้สึก "ไม่สนุก" กับการเดินตามความเชื่อนั้น นั่นคงเป็นเวลาที่เราต้องทบทวนความเชื่อของเราแล้วล่ะครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....