Skip to main content

Post#3-254: ศัตรูที่คุ้นเคย

Post#3-254:
ไม่กี่วันมานี้ มีน้องคนหนึ่งมาปรึกษาผมเรื่องอยากเปลี่ยนงาน...สาเหตุหลักๆ ก็คือ "เบื่อคน"...

เราเคยคุยกันเรื่องการเปลี่ยนถ่ายย้ายงานกันหลายหน ล่าสุดก็ไม่นานมานี้เอง (Post#3-206)

ซึ่งผมมักจะเตือนลูกน้องเสมอว่า ถ้าคุณย้ายงานเพราะเบื่อคน มีหวังว่า คุณอาจจะต้องย้ายหนีคนที่คุณไม่ชอบ ไปตลอดชีวิต

...

หากว่าคุณกำลังเซ็งว่า ไม่เห็นมีใครทำอะไรถูกใจคุณสักอย่าง...เชื่อได้ว่า บางคนก็อาจจะกำลังนึกว่า คุณทำอะไรไม่เคยถูกใจเค้าเอาเสียเลย เช่นกัน

ในขณะที่คุณคิดจะย้ายงานเพื่อหนีคนที่คุณไม่ถูกใจ...แต่มีอีกหลายคนที่เข้าใจสัจธรรมที่ว่า วันนี้อาจรัก พรุ่งนี้อาจชัง หรือวันนี้เกลียดแทบตาย พรุ่งนี้อาจรักกันปานจะกลืน

แปลว่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องคน...แต่ปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกที่คุณมีต่อคน ต่างหาก

...

ถ้าเข้าใจได้ว่า บางครั้งบางหน เราเองยังไม่พอใจตัวเราเองเลย ดังนั้น คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะพอใจคนอื่นได้ตลอดเวลา

หากชังน้ำหน้าอีกฝ่าย ก็อย่าไปสุงสิง, หากเกลียดจนไม่อยากยุ่งเกี่ยว ก็ดีลกันเฉพาะเรื่องงาน...น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับตัวเรามากกว่ามั๊ยครับ?

ลองคิดดูสิครับ ว่ามันคงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายแค่ไหน...หากเราต้องทิ้งงานที่ชอบ, ทิ้งคนที่เราอยากทำงานด้วย เพียงเพราะต้องการจะหนีใครบางคนที่เราไม่ชอบ

ทำไมเราต้องแคร์คนที่เราไม่ควรใส่ใจ...แทนที่จะแคร์คนที่เราควรใส่ใจ?

...

ดังนั้น ถ้าคุณชอบงาน ก็จงสนุกกับการทำงาน และใส่ใจกับคนที่คุณไม่ชอบให้น้อยลง...เพราะไม่ว่าคุณไปที่ไหน คุณก็ต้องเจอคนที่คุณอาจจะไม่ชอบอยู่ดี

คิดเสียว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว, ถ้าอยู่กันฉันท์มิตรไม่ได้จริงๆ ก็ถือเสียว่า รบกับศัตรูที่คุ้นเคย ในสนามรบที่เราคุ้นชิน จะดีกว่า

อย่างน้อย คุณก็รู้มืออีกฝ่ายว่า จะทำอะไรกับคุณได้แค่ไหน, อย่างไร และเพื่ออะไร?

...ฉะนั้น จงอย่าตัดสินใจย้ายงาน เพราะเบื่อคน แต่ยอมทิ้งงานที่ชอบ...เพราะคุณไม่ได้แค่ "แพ้" คนที่คุณไม่ชอบ แต่คุณยัง "แพ้" ความไม่เดียงสาของตัวเองด้วย...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...