Skip to main content

Post#3-260: Not fearing to be wrong!

Post#3-260:
หัวค่ำนี้ ผมประชุมกับน้องสาวคนเล็กเรื่องร้านอาหารของเธอ...โชคดีที่น้องสาวอีกคนบินกลับมาทำธุระที่เมืองไทยพอดี เราจึงได้ผู้มีประสบการณ์ตัวจริงมาช่วยให้ Guideline และ Comment

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผมช่วยน้องสาวทำงาน...แต่ผมค่อนข้างจะแน่ใจ ว่าผมประเมินหลายๆ อย่าง "ผิด"

...

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่บอกว่า ไม่ว่าเราจะมีประสบการณ์มากมายเพียงใด...ก็ไม่ได้แปลว่า เราจะต้องทำทุกอย่างถูกต้องและสำเร็จเสมอ

ไม่ว่า เราจะวางแผนดีงามและเลิศเลอเพียงใด...หากผลลัพธ์ไม่ได้ออกมาในทางที่ดี...ก็ต้องสรุปว่า เรายังทำไม่ถูกต้อง

...

สิ่งแรกที่ผมทำ ก็คือ การยอมรับกับน้องสาวทั้ง 2 คน ว่า ผมวางแผนผิดพลาด และผมขอโทษ

หากแต่ผมไม่ได้แค่ "ขอโทษ" แล้วจบ แต่ผมชวนพวกเธอหารือว่า เราจะต้องปรับปรุงแก้ไขยังไงดี?

ถ้าการกล่าวโทษกันไปมา ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้นได้ ผมคงทำ...แต่เมื่อไม่ใช่ ผมว่ามันป่วยการที่จะมานั่งโทษกันและฟูมฟายกับความผิดพลาด

ตราบที่ยังมีวันพรุ่งนี้ให้สู้ต่อ...ผมว่าเราก็ไม่ควรวุ่นวายให้มากนักกับอดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

...

จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น...แม้ผมจะเสียใจอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมเสียความมั่นใจแต่อย่างใด...เพราะผมเข้าใจว่าความผิดพลาดนั้น มันเกิดขึ้นได้

อย่ามัวเสียเวลามากไปกับคำว่า "ไม่น่าเลย" แต่ควรเอาเวลาไปคิดว่า "จะต้องทำยังไงกับความท้าทาย (หรือปัญหา) ที่อยู่ตรงหน้า?"

ดังนั้น ใครที่กำลังเผชิญอยู่กับความผิดพลาด...จะเสียใจก็ไม่แปลกครับ แต่อย่าเสียความมั่นใจ

เพราะแม้เราจะเสียใจและสูญเสียความมั่นใจไป ปัญหาก็ยังอยู่อย่างนั้น...เราจึงควรรวบรวมกำลังใจขึ้นใหม่ และสู้ต่อไป เท่านั้น

...

ใครที่เจอสถานการณ์แบบนี้อยู่...ลองพิจารณาวาทะนี้ดูครับ

"Confidence comes not from always being right, but from not fearing to be wrong."

แปลว่า "ความเชื่อมั่น มิได้มาจากการที่เราทำถูกต้องเสมอ, หากแต่มาจากความไม่กลัวว่าเราจะทำผิดพลาด ต่างหาก"

...วาทะข้างต้นนี้ มีไว้เพื่อเตือนใจตัวเอง...และขอให้มีแรงลุกขึ้นสู้ใหม่นะครับ...

Cr: inspirationboost.com

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...