Skip to main content

Post#3-262: Failure in your head, Success in your heart!

Post#3-262:
เวลาทำอะไรสำเร็จหรือสมหวัง เราก็ดีใจ และเวลาทำอะไรล้มเหลวหรือผิดหวัง เราก็จะเศร้าใจ...ผมเองก็คิดว่า มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทั่วไป...

จนกระทั่งผมมาเจอวาทะนี้ ผมจึงได้เข้าใจเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง ว่าคนที่มีแนวโน้มจะเป็น "ผู้แพ้" กับ "ผู้ชนะ" นั้น

...แท้จริงแล้ว มันต่างกันตั้งแต่วิธีคิดจริงๆ

...

ว่าแล้ว ก็ไปดูกันเลยครับ...

"Never let success get to your head & never let failure get to your heart."

แปลว่า "จงอย่าปล่อยให้ความสำเร็จเกาะกุมหัว และจงอย่าปล่อยให้ความล้มเหลวเกาะกินใจ"

อ่านแล้ว วิเคราะห์ยังไงกันบ้างครับ?

...

เคยได้ยินคำว่า "ดีใจจนเหลิง" และ "ตกอยู่ในห้วงทุกข์" มั๊ยล่ะครับ?

นั่นล่ะครับ...คำอธิบายสั้นๆ ที่ผมนึกถึงเมื่ออ่านวาทะข้างต้นจบลง

ส่วนใหญ่แล้ว คนเรามักจะหลงระเริงอยู่กับความสำเร็จ, คิดว่า เมื่อชนะครั้งที่หนึ่ง แล้วตัวเองก็จะต้องเป็นผู้ชนะไปเรื่อยๆ

ส่วนใหญ่อีกเช่นกัน ที่มักมัวแต่โศกาอาดูร สงสารตัวเองอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความเศร้ากุมจิตใจ ยามเมื่อพลั้งพลาดหรือผิดหวัง

...

ผมสรุปเอาเองว่า แท้ที่จริงแล้ว "ผู้ชนะ" ในปั้นปลาย น่าจะเป็นผู้ที่ เก็บความผิดพลาดไว้ที่ "หัว" และเก็บความทรงจำของชัยชนะที่เคยมีไว้ที่ "ใจ" มากกว่า

หมายความว่า เราจำเป็นต้องใช้ "ความผิดพลาด" ไว้เตือนตน เพื่อที่ว่าในครั้งต่อไปที่จะทำอะไร จะได้มีสติยั้งคิด ไม่หลงระเริง

เมื่อมีสติ ก็จะไม่ประมาท และน่าจะทำการใดๆ สำเร็จได้ง่ายขึ้น

ส่วนการเก็บความสำเร็จในอดีตไว้ที่ใจนั้น ก็เพื่อให้เป็นแรงผลักดัน...

เพราะถ้าเราจำปิติของตอนที่ทำอะไรสำเร็จหรือสมหวังได้ เราจะได้ทำการใดๆ โดยมีความสำเร็จหรือความสมหวังแบบนั้น เป็นเป้าหมายหรือเส้นชัยที่ต้องการจะไปให้ถึง

...

ตั้งเป้าหมายไว้ที่ความสำเร็จ จึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังว่าจะไม่สำเร็จ

แต่ถ้ามัวแต่หลงระเริงไปกับความสำเร็จ เราก็จะทำการใดๆ อย่างประมาท จนอาจจะไม่สำเร็จดังเดิม

"Keep "lesson learned from failure" next to your brain, and keep "hunger for success" within your heart."

...ผมสรุปว่า "จงเก็บ "บทเรียนจากความผิดพลาด" ไว้ข้างสมอง และจงเก็บ "ความกระหายความสำเร็จ" ไว้ในหัวใจ"...

Cr: searchquotes.com

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...