Skip to main content

Post#4-197: นิยายน้ำเน่าของชาวกรุงเทพฯ

Post#4-197:
ช่วงนี้กระแสเรื่อง Uber และ Grab อยู่ในความสนใจของคนกรุงเทพฯ มากพอดู...

และยิ่งสร้างแรง "ยี้" มากขึ้นไปอีก กับหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแล ที่ "เกาไม่ถูกที่คัน"

ความจริงที่ผมและหลายๆ คน ต่างก็ประสบก็คือ กรุงเทพฯ เรามี Taxi ที่ไม่รักในวิชาชีพของตน มากกว่า Taxi ที่น่ารัก

...

มันเหมือนจู่ๆ คุณมีแฟนอยู่คนหนึ่ง ซึ่งคุณไม่เคยคิดจะดูแลเค้าให้ดีเลย...นึกจะด่าทอทุบตี ก็ทำ และน้อยครั้งที่จะทำดีกับเธอ

อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีชายหนุ่มอีกคนก้าวเข้ามาในชีวิต...เธอรู้สึกว่า เธอมีทางเลือกอื่น และจึงคิดจะลาจากคุณไป

ไม่เพียงคุณไม่คิดจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น คุณกลับยังไประรานชายหนุ่มคนใหม่ของเธอ...ไม่คิดจะเป็นคนดี แต่ยังยืนกรานจะให้เธอเลือกอยู่กับคนชั่วๆ อย่างคุณต่อไป

ถามหน่อยเถอะ...ว่าถ้าแบบนี้ ไม่เรียกคุณว่าเป็น "อันธพาล" แล้ว เธอควรจะเรียกคุณว่าอะไรดี?

ข้างฝ่ายพ่อแม่ของเธอก็เข้าข้างคุณเสียเต็มที่ เพราะพวกเค้าเชื่อว่า ลูกของพวกเค้ายังไม่ประสีประสา ยังแยกแยะดีชั่วไม่ได้...จึงยืนกรานว่า วิธี "คลุมถุงชน" แบบนี้ น่ะดีแล้ว

ว่าแล้ว ก็เกณฑ์บ่าวไพร่ให้ไล่ตีผู้ชายคนใหม่ของเธอให้ออกจากบ้านไป...

เธอจึงได้แต่ฟูมฟายน้ำตา...และรำพึงรำพันว่า ชีวิตนี้หนา ช่างน่าโศกาอาดูร...

เป็นไงครับ นิยายน้ำเน่าชาวกรุงเทพฯ ฉบับปี 2017!

...

บ่อยครั้งชีวิตเราก็เป็นแบบนี้...ตรงที่เรามักไม่เห็นค่าของคนที่อยู่กับเรา หรือไม่เห็นค่าของสิ่งที่เรามี

ต่อเมื่อรู้ว่าจะเสียเค้าไปหรือเสียมันไป...ก็เรียกว่า สายเกินไปเสียแล้วหนอ

เมื่อเรารู้ว่า ใครบางคนกำลังจะเดินออกไปจากชีวิตของเรา...สิ่งที่เราควรทำคือการหาสาเหตุว่า เราบกพร่องตรงไหน ไม่ใช่ไปมัวโทษว่าคนที่จากไปไม่ดี หรือเพราะเค้าเห็นคนใหม่ดีกว่า

...หากยังมัวแต่โทษคนอื่น แต่ไม่คิดที่จะปรับปรุงตัวเอง...สุดท้าย แม้แต่เงาก็อาจจะคิดทิ้งเราไป...

#ชี้เข้าอย่าชี้ออก #ทำไมโดนทิ้งยังไม่สำนึก #ผิดตรงไหนที่คนเราจะเลือกสิ่งที่ดีกว่า #กฎมีไว้ทำตามแต่กฎล้าสมัยมีไว้ปรับปรุง #เก่งจริงๆที่แก้ความเน่าเหม็นด้วยการกลบขยะแทนที่จะกวาดขยะ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...