Skip to main content

Post#334: เสมอทั้งปีทั้งชาติ

Post#334:
อีกไม่นาน ฟุตบอล English Premier League ก็จะเริ่มต้นขึ้น

ฤดูกาลนี้ ผมจะมีทีมรักเชียร์ถึง 2 ทีม คือ Manchester United และ Leicester City ยกเว้นถ้ามาเจอกันเอง ผมก็จะอยู่กับทีมจิ้งจอกแห่งสยาม (อิอิ)

ฟุตบอลลีคโดยทั่วไป มี 20 ทีม เตะแบบเหย้า-เยือน มีระบบให้คะแนน คือ ชนะได้ 3 แต้ม, เสมอได้ 1 แต้ม และแพ้ได้ 0 แต้ม ซึ่งยังไม่มีทีมไหนทำสถิติชนะรวด 38 นัด และยังไม่มีทีมใดแพ้รวด 38 นัด, ทีมที่ได้คะแนนน้อยที่สุด 3 อันดับท้าย จะตกชั้นไปเล่นลีคระดับล่างลงไป (สำหรับท่านที่ไม่รู้เรื่องฟุตบอล จะได้เข้าใจนะครับ เพราะจะเกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะชวนคุยต่อไป)

แน่นอนว่า ไม่มีใครอยากแพ้ และส่วนมากจะบอกว่า เสมอก็ยังดี...แล้วเสมอทุกนัดล่ะ จะดีมั๊ย ไม่ต้องเสี่ยงไง อย่างน้อยก็ไม่แพ้ล่ะนะ -"-

สมมติว่าเตะครบ 38 นัด ลองยกตัวอย่างเป็น Scenario ก็จะได้เป็น
- แบบที่ 1 ชนะ 13 นัด (33%) แพ้ 13 นัด (33%) เสมอ 12 นัด (33%) จะได้คะแนนรวม 51 แต้ม
- แบบที่ 2 ชนะ 13 นัด (33%) แพ้ 25 นัด (64%) เสมอ 0 นัด คะแนนรวม 39 แต้ม
- แบบที่ 3 ชนะ 0 นัด แพ้ 0 นัด เสมอ 38 นัด (100%) คะแนนรวม 38 แต้ม

จะเห็นว่า เตะชนะบ้าง แพ้บ้าง เสมอบ้าง ทั้งแบบที่ 1 และ 2 คะแนนก็ยังดีกว่าเสมอยันป้ายอย่างแบบที่ 3

ถ้าจะลองคำนวณหลายๆ แบบก็ได้ครับ ข้อมูลของฤดูกาลที่แล้ว บอกว่าทีมที่ได้อันดับบ๊วย (ที่ 20) มีคะแนน 30 แต้ม ซึ่งชนะ 7 นัด แพ้ 22 นัด และเสมอ 9 นัด ส่วนทีมที่ได้คะแนนประมาณ 38 แต้มน่ะ อยู่ท้ายตาราง ประมาณที่ 15, 16 แถวๆ นั้น

เรียกว่าแม้ทีมที่ได้ 30 แต้ม จะตกชั้น ก็ยังมีชนะให้แฟนๆ ได้ดีใจบ้างถึง 7 นัด ตกชั้นไป ยังไงแฟนๆ ก็ยังตามเชียร์...

แต่ถ้าเสมอรวด 38 นัด แม้จะอยู่รอดไม่ตกชั้น ผมไม่แน่ใจว่า แฟนๆ จะรู้สึกยังไง จะตามเชียร์ต่อมั๊ย? จะกล้าไปคุยให้ใครฟังมั๊ยว่า "ทีมชั้น สุดยอด ไม่แพ้ใครเลย (เออ จริง)" แต่ คงไม่กล้าเล่าต่อว่า "แต่ก็ไม่เคยชนะใครด้วยนะ"

ถ้ารู้ว่ายังไงๆ ก็เสมอ ผมคนนึงล่ะที่จะไม่ถ่อไปดูถึงสนาม และต้องจ่ายเงินแพงๆ เข้าไปดูทีมเสมอทุกนัดๆ ถึง 38 นัด...

...แล้วที่ยกข้อมูลและสถิติมากมายมาอ้างเนี่ย ผมอยากจะสื่ออะไรกันแน่ บางท่านคงกำลังตั้งคำถามอยู่ในใจ?

นี่แหละครับ ที่เค้าเรียกว่า "คนที่เสี่ยงที่สุดก็คือคนที่ไม่ยอมเสี่ยงเลย"

ถ้าทั้งผู้จัดการทีม ทั้งผู้เล่น คิดว่า "ไม่เอา กลัวแพ้ เล่นเสมอก็พอ อุดประตูเลย 90 นาที คนดูด่าก็ช่างมัน เอา 1 แต้ม ชัวร์ๆ ไว้ก่อน ยังไงก็ไม่ตกชั้น" เราเป็นแฟนบอล จะรู้สึกยังไงครับ?

ถ้าพยายามเตะเต็มที่ แล้วผลลัพธ์ออกมาคือ "แพ้" ไม่ได้แต้มเลย ผมว่า แฟนบอลเข้าใจและพร้อมจะสนับสนุน แต่ถ้าเล่นบอลแบบกลัวแพ้ เน้นเอาแต้มไว้ก่อน แม้ผลจะออกมาเสมอ มีแต้มก็ตาม แต่น่ากลัวว่า แฟนบอลคงเสื่อมศรัทธาในวิธีการของทีม

สำหรับผม พยายามเต็มที่ "แล้วแพ้" ยังไงก็ดีกว่า พยายามเต็มที่ "เพื่อเสมอ" ...แต่เอาเถอะ นี่มันก็แค่เกมกีฬานี่นา บางทีมอาจจะบอกว่า ยังไงก็รับได้...เสมอรวดก็เอา


แต่ถ้านี่เป็นเกมชีวิต...มีใครกำลังเล่นบอลแบบ "กลัวแพ้" อยู่รึเปล่าครับ?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...