Skip to main content

Post#347: คนเข้มแข็งต้องไม่ร้องไห้?

Post#347:
เป็นเรื่องปกติที่เราร้องไห้เวลาเสียใจ แต่ใช่มั๊ยนะ ที่ "น้ำตา" เป็นสัญลักษณ์ของ "ความอ่อนแอ"

ผมเองก็ไม่กล้าลงความเห็นแบบฟันธง แต่ตามที่เข้าใจ คนส่วนใหญ่ก็คงตีความอย่างนั้น

แปลว่า "คนที่เข้มแข็ง" ไม่ควรร้องไห้รึเปล่า?

ความเห็นส่วนตัวผม...ผมมองว่า ไม่น่าจะใช่

"คนที่เข้มแข็ง" กับ "คนที่แสดงออกว่าเข้มแข็ง" ดูเผินๆ เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วต่างกันมาก คนที่การแสดงออกต่อหน้าสาธารณชนว่า ตัวเองเข้มแข็ง บ่อยครั้ง ผมพบว่า แท้จริงแล้วใจเค้าไม่ได้แข็งแรงอย่างที่เค้าแสดงออก เช่นกันกับที่ คนที่ท่าทางดูนุ่มนิ่ม ก็ไม่ได้หมายความว่า เค้าจะมีใจที่อ่อนแอ

สำหรับผม คนเข้มแข็งไม่ใช่คนที่ไม่เคยร้องไห้ ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมให้ตัวเองอ่อนแอ หากแต่เป็นคนที่ก้าวข้ามผ่านความอ่อนแอได้ทุกครั้งที่มันมาเยี่ยมเยือนเค้าต่างหาก

ผมไม่เห็นว่า การร้องไห้นั้นเป็นเรื่องผิด แต่การเลือกเวลาและสถานที่ที่จะร้องไห้ต่างหากที่น่าจะเป็นประเด็น อย่าลืมว่าเราเป็น "สัตว์สังคม" มีสถานะภาพและมีภาพลักษณ์บางอย่างที่ต้องรักษา ดังนั้น เราร้องไห้ได้ ถ้ากาละและเทศะเปิดให้เราทำได้

การร้องไห้เป็น "กลไกป้องกันตัวเอง" ตามธรรมชาติที่สำคัญ ที่ช่วยให้ความเครียด, ความเศร้า และความเจ็บช้ำ มันได้เอ่อท้นออกจากใจบ้าง ใครมัวแต่หลอกตัวเองว่า "คนเข้มแข็งต้องไม่ร้องไห้" สุดท้ายคงบ้าตายครับ ปล่อยให้น้ำตามันละลายอารมณ์บั่นทอนลงบ้างน่ะเป็นเรื่องดี และไม่ได้เป็นสิ่งแสดงความอ่อนแอแต่อย่างใดครับ

ถ้าเราร้องไห้แบบฟูมฟาย ไม่มีสติพิจารณาผิดถูก ทั้งปีทั้งชาติจมจ่อมอยู่กับความผิดหวังชอกช้ำทั้งหลาย แม้ฉากหน้าจะแสดงออกว่าเข้มแข็ง ไม่มีน้ำตา แต่เมื่ออยู่ลำพังกลับเฝ้าแต่โศกเศร้า...แบบนี้เรียกว่า "เข้มแข็ง" งั้นรึเปล่าครับ?

ตรงกันข้าม ถ้าเรารู้ว่าเราเศร้า, เจ็บ, อ่อนล้า, ท้อถอย หรือมีอารมณ์บั่นทอน เราปล่อยให้น้ำตาไหล เราปล่อยให้ตัวเราสะอึกสะอื้น ไม่ว่าจะร้องไห้คนเดียว หรือซบไหล่ใครซักคน หากแต่รุ่งขึ้นหรือวันต่อๆ ไป เราค่อยๆ ดีขึ้น กลับมายิ้มได้ สู้ชีวิตได้...แบบนี้น่ะรึครับ ที่เราไปสรุปว่า คนร้องไห้คือคนอ่อนแอ?

สำหรับผม คนเข้มแข็งคือคนที่เจ็บได้ ร้องไห้เป็น และไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง ก็กลับมาลุกขึ้นยืนสู้ได้ใหม่ แม้จะยังมีคราบน้ำตา

ไม่ใช่คนที่แสดงออกว่าเข้มแข็ง แต่แท้ที่จริงแล้ว "ใจไม่สู้" เพราะแค่จะก้าวผ่านอดีตยังไม่กล้า ได้แต่ตัดพ้อ ได้แต่โศกา


ร้องไห้เถอะครับ มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าร้องไห้ไม่เลิก คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือตัวเราและคนที่รอให้เรากลับมาเข้มแข็ง...รึมิใช่?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...