Skip to main content

Post#336: จดสิอย่าแค่จำ, นึกได้ต้องรีบจด

Post#336:
ไม่แน่ใจว่า เรื่องที่จะแชร์ต่อไปนี้ เกิดขึ้นกับเฉพาะคนที่อายุใกล้ดอนเมืองอย่างผมรึเปล่า แต่เท่าที่สังเกต (อย่างไม่ได้เข้าข้างตัวเอง) ผมพบว่าเรื่องนี้เกิดกับคนทุกเพศทุกวัย

ผมกำลังพูดถึง ความประมาทที่คิดว่าตัวเอง "จำได้"

ลองทดสอบครับ...

เมื่อเช้านี้ ทานอะไรครับ? "อุ๊ย ง่ายๆ ตอบได้"

เมื่อเช้าวานนี้ ทานอะไรครับ? "อืมมม คิดว่า.."

แล้วเมื่อเช้าวันเสาร์ที่แล้ว ทานอะไรครับ? "..."

เรื่องอาหารเช้า อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะต้องจำ ตอบไม่ได้ ผมถือว่า ok

แต่ถ้านายเรียกไปคุยงาน, เราเข้าไปประชุม หรือไปคุยงานกับลูกค้า...แล้วเราไม่คิดจะ "จด" เพราะประมาทคิดว่าจะ "จำได้" ผมขอฟันธงว่า ใครที่คิดแบบนี้ ถือว่า "ผิด"

ชั่วขณะที่พึ่งคุยกันจบน่ะ ผมไม่เถียงครับ ว่าพอจะจำได้ แต่อย่าลืมว่า วันทั้งวันเราคุยกับคนนั้นคนนี้สิบเรื่องร้อยหน้า จะให้จำเนื้อความครบถ้วน 100% น่ะ ยากมาก

ระยะแค่เดินออกจากห้องประชุม ไปที่โต๊ะทำงาน แค่แวะคุยกับเพื่อนไม่ถึง 10 นาที กลับไปถึงโต๊ะ ไอ้ที่พึ่งจำมาจากห้องประชุม เราก็ชักจะไม่มั่นใจแล้ว (อาจจะไม่ทุกคนนะครับ)

จำผิดๆ ถูกๆ ก็ไปทำผิดๆ ถูกๆ นอกจากส่งงานไปแล้วไม่ได้คุณภาพ ยังทำให้เสียความน่าเชื่อถืออีกด้วย

ดังนั้น อย่าหวังพึ่งแต่การจำครับ ควรจะต้องจดสิ่งที่พูดคุยกันไว้ด้วย เพื่อเอาไว้ทบทวนเวลาไม่แน่ใจ หรือเอาไว้เป็น "เกราะกันภัย" เมื่อคราวซวยมาเยือน (บางทีนายลืม, บางทีเพื่อนร่วมงานมึน, บางทีลูกค้าจำสับสน และสำคัญที่สุด บางทีเรา "โก๊ะ")

อีกอย่างหนึ่งที่เกิดกับผมประจำคือ นึกอะไรดีๆ ได้ แล้วไม่รีบจด พอถึงเวลาจะต้องสั่งงานหรือจะหาข้อมูล จู่ๆ ก็นึกไม่ออกไปซะอย่างนั้น กว่าจะนึกออกว่าจะสั่งงานเรื่องอะไร บางทีก็เกือบข้ามวัน

เคยรับหน้าที่จดบันทึกการประชุมมั๊ยครับ?

ถ้าอยากบันทึกการประชุมมีคุณภาพที่สุด ควรจัดให้เสร็จในวันนั้นเลย ข้ามวันแล้ว บันทึกฯ จะไม่เคยสมบูรณ์ครับ (เข้าใจว่า เพราะความจำระยะสั้นของคนเราทำงานเหมือน RAM ไม่ใช่ ROM นอนเมื่อไหร่ก็เท่ากับปิดเครื่อง และเมื่อไม่มีไฟเลี้ยง ความจำใน RAM ก็หายหมด)

หลังๆ มานี้ ผมจะเตือนตัวเองเสมอว่า "จดสิอย่าแค่จำ" กับ "นึกได้ต้องรีบจด"

นอกจากนั้น แทบจะทุกครั้งที่ผมคุยงานกับน้องๆ ผมจะ "บังคับ" ให้เค้า "จด" และ "อ่านทวน" ก่อนจะให้ไปทำงานต่อ จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันภายหลัง


ว่าแล้วก็ขอตัวไปหา "แปะก๊วย" หม่ำก่อนนะครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...