Skip to main content

Post#343: งาน event สอนใจ

Post#343:
วันนี้ผมมีอันต้องไปขึ้นเวทีร่วมกับดาราดังท่านหนึ่ง

ผมไม่ค่อยชอบงานเบื้องหน้า เพราะไม่ค่อยมั่นใจในหนังหน้าตัวเอง แต่ด้วยภาระหน้าที่บังคับ...ก็เลยหนีไม่พ้น

โดยรวมก็สนุกดีครับ มีคนให้ความสนใจเยอะมากๆ เรียกว่า งานนี้เป็น high-light ประจำวันของวัน (สำหรับที่นี่) ก็ว่าได้

แต่กว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ก็เล่นเอาเหงื่อตกกีบ เพราะเกิดเหตุขลุกขลักหลายเรื่องเยอะสิ่ง เดี๋ยวโน่นเดี๋ยวนี่ >_<"

ความจริงแล้ว เราหนีไอ้ความขลุกขลักพวกนี้ไม่ค่อยพ้นหรอกครับ ต่อให้ตอนซ้อมเตรียมตัวดียังไง ถึงเวลาเอาจริงทีไร พวกความขลุกขลักต่างๆ ก็มาทุกที

ที่เค้าว่า The Show must go on ก็มาจากเหตุนี้ล่ะครับ...

เราจะไปหวังว่าอะไรๆ จะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ทุกอย่างน่ะไม่ได้หรอกครับ เวลาซ้อมน่ะ เราซ้อมอยู่บนสมมติฐานที่ทุกอย่างโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ไม่ค่อยได้ซ้อมในกรณีที่บังเอิญเดินไป "เหยียบหนามกุหลาบ"

อ้อ! แล้วก็อย่าพยายามซ้อมให้ครอบคลุมทุกสถานการณ์เลยครับ มันเป็นไปไม่ได้ ควรเอาเวลาไปซ้อมคุมสติเวลาเจอความขลุกขลัก แล้วต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะดีกว่า

คนที่เราจ้างมาเป็น MC น่ะ มีค่าตัวที่ไม่ถูก เกิดจาก 2 เหตุผล คือ หนึ่ง เค้าดำเนินรายการตามสคริปต์ได้ดี และสอง เค้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เยี่ยม

MC แบบแรก อาศัยการฝึกซ้อมน่ะ พอช่วยได้ ส่วนแบบหลัง ต้องอาศัยความฉลาดทางปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ไปพร้อมๆ กัน

เรามาเรียนรู้จากเรื่องนี้ เพื่อมาสะท้อนเรื่องงานทั่วๆ ไปบ้าง...

เวลาทำงานทั่วๆ ไป ถ้าเราทำได้ดีกับเฉพาะงานประจำที่ซ้ำๆ เราก็ยังเป็นแค่มนุษย์เงินเดือนต๊อกต๋อย แต่ถ้าเราแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น เก่งขึ้น เราก็พร้อมที่จะเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้

ถ้าเจอปัญหาเฉพาะหน้า แล้วแก้ไม่ได้ เพราะไม่มีอยู่ในตำรา ก็แปลว่า เรายังไม่พร้อม หรือยังไม่เหมาะกับการเลื่อนขั้นหรอกครับ

อีกพวกก็คือ น้องๆ สมัยนี้ บางคน ที่เริ่มต้นเป็นเจ้าของกิจการกันเร็วมากๆ ดังนั้น จึงยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่งผลให้ "ขาสั่น" เวลาที่เจอเหตุการณ์นอกเหนือความคาดหมาย


เอาเถอะครับ ก็ขอให้ทั้งมนุษย์เงินเดือนหน้าละอ่อนและเจ้าของกิจการวัยกระเตาะทั้งหลาย ตั้งสติให้ดีๆ เวลาเจอเหตุไม่คาดฝันนะครับ ยิ้มสู้ไว้ครับ อย่ามัวแต่ร้องไห้ คนดูอยู่เยอะนะเออ!

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...