Skip to main content

Post#348: ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

Post#348:
ช่วงเย็นก่อนกลับบ้านนี้เองครับ ลูกน้องที่น่ารักคนหนึ่งของผม มาเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนแม่พาไปดูหมอ O_o

ลูกน้องผมคนนี้ เธอเป็นผู้ใหญ่เกินวัย มีความคิดและความมั่นใจที่โตกว่าคนในวัยเดียวกัน และมักจะมีมุมมองชวนคิดให้ผมแปลกใจอยู่บ่อยๆ เช่นครั้งนี้

เธอสงสัยว่า ถ้าสมมติไปถามหมอดูว่า ควรทำนู่น นั่น นี่ มั๊ย? แล้วบังเอิญว่าหมอดูฟันธงว่า ไม่ควรทำ คำถามของเธอคือ "แล้วชั้นจะต้องเชื่อหมอดูทุกอย่างรึเปล่า?"

ก็ในเมื่อหมอดูใช้ "การดูดวง" หรือเรียกให้โก้หน่อย ก็ต้องบอกว่า หมอดูน่ะ รู้ "ลิขิตฟ้า" ของเรา เรียกว่า ฟ้ากำหนดไว้แล้ว อย่าฝืนซะให้ยากจะดีกว่ามั๊ย?

แล้วแบบนี้ คนเราจะฝืนชะตาฟ้าได้จริงหรือ?

ข้อสงสัยนี้ เข้าข่ายปัญหาโลกแตกสำหรับผม...งั้นเอาเป็นว่า ไม่ตอบก็แล้วกันครับ ^^

ถามคำถามกลับดีกว่า...

เรารู้ว่า เราต้องตายแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็หนีไม่พ้นความตายอยู่ดี ถามว่า แล้วเราดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ทำไม? ทำไมไม่เลือกตายซะเดี๋ยวนี้?

เรารู้ว่า เราไม่น่าจะจีบผู้หญิงคนนั้นได้ (หรือจีบผู้ชาย - ถ้าเป็นสาวๆ :P) แล้วทำไมเรายังพยายาม? ทำไมเมื่อรู้ว่าน่าจะผิดหวังมากกว่าสมหวัง เราก็ยังพยายาม?

คำตอบของคำถามว่า คนเราจะฝืนชะตาฟ้าได้จริงหรือ? ก็อยู่ในคำถามของผมนั่นแหละครับ...

ไม่มีใครรู้อนาคตได้แบบแม่นยำร้อยเปอร์เซนต์หรอกครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหตุ-ปัจจัย ทั้งสิ้น ถ้าไม่อยากให้ผลลัพธ์ในอนาคตเป็นไปอย่างที่หมอดูทำนาย เราก็ต้องเริ่มเปลี่ยนอนาคต ด้วยการลงมือทำอะไรบางอย่างในปัจจุบันนี้แหละ

เมื่อเปลี่ยนต้นสาย...ปลายเหตุ ก็ย่อมต้องเปลี่ยน, ยังไม่ทันลงมือทำ...จะรีบยอมแพ้ไปเพื่อเหตุใด, ลองทำแล้วพ่ายแพ้...ย่อมดีกว่ายอมแพ้โดยไม่ลงมือ, ลองแล้วเจ็บใจ...ย่อมดีกว่าเจ็บใจที่ไม่ได้ลอง

หรือมิใช่?

...

มีคำกล่าวอันลือลั่นอยู่คำกล่าวหนึ่ง ซึ่งเป็นของกุนซือขงเบ้ง มังกรหลับแห่งโงลังกั๋ง กล่าวไว้ว่า

"เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว "ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะตน""

ถ้าพยายามอย่างเต็มที่ แล้วฟ้ายังไม่เมตตา...ก็คงไม่มีอะไรดีกว่า "การยิ้มรับลิขิตฟ้า" เช่นเดียวกับที่กุนซือมังกร ที่ทำพิธีต่ออายุตัวเองไม่สำเร็จ

...และแม้ขงเบ้งจะฝืนลิขิตฟ้ามิได้ แต่ก็ยังทำหน้าที่ของตนอย่างสง่างาม ตราบวาระสุดท้ายของชีวิต...


การแพ้ลิขิตฟ้าอย่างห้าวหาญ นั่นย่อมจะดีกว่าทอดอาลัยหลังล่วงรู้ลิขิตฟ้าของตน

เห็นด้วยมั๊ยครับ?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...