Skip to main content

Post#2-365: โลกไม่ได้วุ่นวาย...ใจเราต่างหากที่วุ่นวาย

Post#2-365:
วันนี้ถือเป็น Black Monday สำหรับผมจริงๆ ครับ ^^

เริ่มต้นด้วย การได้รับแจ้งจากเลขาฯ ว่า รถที่ใช้ประจำมีปัญหา ผมจึงมีอันต้องขับรถไปทำงานเอง และให้เลขาฯ ช่วยจัดการตามอู่รถมาช่วยจัดการ

ต่อด้วยการออกไปเผชิญวิบากกรรมรถติดเป็นประวัติการณ์...และผมใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงเพื่อการเดินทางแค่ 30 กิโลเมตร

ตกบ่าย ก่อนออกไปประชุม เลขาฯ อีกคนมารายงานว่ามีปากเสียงกับทีมงานที่ต่างประเทศ และแน่นอนว่า ภาระตกอยู่ที่ผมก็ต้องเป็นผู้หาวิธีแก้ไขข้อขัดแย้งนี้ -"-

หลังจากนั้น Tablet ที่กำลังใช้ทำงานอยู่ ก็มีอันดับวูบไปโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่สามารถเปิดใช้งานได้อีกเลย

ต่อด้วยติดต่อชาวต่างชาติที่นัดประชุมช่วงบ่ายไม่ได้ จนตารางนัดหมายรวนไปพักใหญ่ๆ...กว่าจะได้ประชุม ก็เล่นเอาผมรอจนเหนื่อยใจ

ตกค่ำผมก็ต้องไปเลี้ยงรับรองเพื่อนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งกว่าจะลุล่วงภารกิจก็เกือบๆ จะ 2 ทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว...และต้องถ่อสังขารกลับไปเอารถที่ office อีก

และสุดท้าย รถที่ผมขับมาก็มีอันสตาร์ทไม่ติด ทั้งๆ ที่เมื่อเช้าขับมาก็ยังดีๆ อยู่ และเพิ่งเข้าศูนย์ฯ ได้ไม่นาน...กว่าจะแก้ไขได้ ก็เล่นเอาผมเหงื่อตก

วุ่นดีมั๊ยครับ?

...

กระนั้น...ผมก็ยังยิ้มและหัวเราะให้กับความวุ่นวายและปั่นป่วนของวันนี้ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผมก็มีเหตุอันควรให้อารมณ์เสียได้

วันที่อะไรๆ ก็ดูไม่เป็นใจแบบนี้...ถ้ามองให้แย่ เราคงแย่ แต่ถ้ามองอีกมุมนึงแล้ว มันก็เป็นแค่ความบังเอิญที่ความวุ่นวายต่างๆ นัดมาเจอกันแค่นั้นเอง

ในวันที่แย่ๆ ถ้าผมปล่อยให้อารมณ์ผมแย่ไปด้วย ก็เกรงว่า สภาพจิตคงจะแย่ไปกันใหญ่...ผมจึงนึกขอบคุณตัวเองอยู่ลึกๆ ที่ไม่ปล่อยให้ เจ้า Anger มาจุ้นจ้านกับแผงควบคุม (นึกถึง Scene ใน Inside Out ขึ้นมาพอดีครับ)

...

ผมได้แต่หวังให้ ผมสามารถครองสติได้แบบนี้ให้ได้บ่อยครั้งขึ้น และยาวนานขึ้น...เพราะเมื่อรู้เท่าทันอารมณ์ได้...อะไรๆ มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่อารมณ์นั้นชี้นำหรอกครับ

และน่าจะตรงกับคำสอนของหลวงปู่ชา สุภทฺโท ที่ว่า "โลกไม่ได้วุ่นวาย...ใจเราต่างหากที่วุ่นวาย"

ซึ่งผมรู้สึกว่า ประสบการณ์วันนี้ได้สอนให้ผมเข้าใจและเข้าถึงคำสอนของหลวงปู่ฯ ได้มากขึ้นอีกนิด หลังจากที่พยายามเพียรสอนใจตัวเองด้วยคำสอนของหลวงปู่ฯ มานานปี

เมื่อทุกข์เกิดที่ใจ จึงต้องดับที่ใจ...เมื่อรู้ว่าเราอาจจะจมลงสู่มหาสมุทรแห่งความวุ่นวาย จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวของเราตกลงจากเรือแห่งสติ

ราตรีสวัสดิ์...วันอันแสนวุ่นวาย ^^

#วันหน้าคงจะมาอีกสินะ ชิๆ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...