Skip to main content

Post#3-16: มันก็ไม่เคยสายเกินไป...

Post#3-16:
ผมเคยอ่านเจอที่ใครบางคนเคยว่าไว้ ว่าชีวิตคนเราเริ่มต้นเมื่ออายุ 40...

แม้ว่าส่วนตัวแล้ว ผมจะไม่ได้เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ 100% แต่ก็ยอมรับว่า แม้ว่าจะอายุมากขึ้นๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะหมดโอกาสที่จะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ

เชื่อว่า หลายๆ คนคงทราบว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจำนวนมาก ก็เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองเมื่ออายุไม่น้อยแล้วเช่นกัน

...

Joyce Meyer (นักเขียนและนักพูดชาวอเมริกัน) เอง ก็เชื่อมั่นว่า in "It's never too late for a new beginning in your life."

แปลว่า "มันไม่เคยสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต"

ตรงนี้ผมอยากให้อ่านและตีความให้ดีๆ ครับ เพราะ Joyce ไม่ได้หมายความให้เราเลิกล้มอะไรง่ายๆ แล้วเริ่มต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ แน่ๆ

ผมเชื่อว่า Joyce หมายถึง กรณีที่เราตั้งใจทำงานหรือตั้งเป้าหมายกับอะไรสักอย่าง แต่ปรากฏว่า มันล้มเหลว...เราก็ไม่ควรทดท้อหรือทอดอาลัยกับความล้มเหลวนั้น

เราอาจเสียใจกับมัน แต่ก็จำเป็นต้องยอมรับ...ทบทวน...ปรับปรุง...และแน่นอนว่า เราต้องพร้อมที่จะลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

...

การล้มเลิกกลางคันหรือยอมแพ้กลางทาง แล้วก็เริ่มใหม่อยู่เรื่อยๆ นั้น...ย่อมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการพยายามอย่างที่สุด แต่กลับล้มเหลวที่ปลายทาง (ไม่ว่าความล้มเหลวนั้น จะเกิดจากเหตุใดก็ตาม)

ดังนั้น จงเชื่อมั่นเถอะครับ ว่าตราบเท่าที่เราไม่ยอมแพ้...เราก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องการใช้ชีวิตก็ตาม

ถ้าไม่ลุกขึ้นสู้ใหม่...เราจะเหลืออยู่แค่ความแพ้พ่าย...หากแต่เมื่อเราลุกขึ้นเพื่อพยายามใหม่อีกครั้ง...เราจึงจะมีโอกาสจะพบกับความสำเร็จหรือความสมหวัง

...

ท้ายนี้ ผมขออนุญาตเติมประโยคก่อนหน้าประโยคของ Joyce ว่า...

"If you tried so hard but fail, just don't give up. It maybe hard, but if you accepted and let go...("หากแม้นคุณได้พยายามอย่างหนักแล้วแต่พลาดหวัง, ก็จงอย่ายอมแพ้. แม้ว่ามันจะยาก, หากแต่ถ้าคุณยอมรับและปล่อยวางได้...

It's never too late for a new beginning in your life." (มันก็ไม่เคยสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต")

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...