Skip to main content

Post#3-4: เราคาดหวังอะไรจากการ Outing (Part 1)

Post#3-4:
ค่ำวานนี้ ก็เป็นธรรมเนียมปกติของการไป Outing ที่จะต้องมีการเชิญเจ้านายขึ้นเวทีไปพูดอะไรสักอย่าง ^^

ซึ่งแน่นอนว่า การยื่นไมค์มาให้ผม ถือเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง เพราะผมเป็นพวกเจื้อยแจ้วจำนรรจามากๆ (อิอิ)

ก็อย่างที่ผมเคยแชร์ไว้ (Post#2-355) การมา Outing หรือ Seminar อะไรเทือกนี้ คนที่เป็นนายทุกคนต่างคาดหวังว่า อย่างน้อยก็อยากให้ทีมงานได้อะไรติดหัวกลับไปคิดต่อบ้าง แม้ว่าหลักๆ แล้ว จะมุ่งไปที่ความสนุกของพวกเค้า

สิ่งที่ผมให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ ก็คือการกระตุกให้พวกเค้าคิดว่า สิ่งที่พวกเค้าได้ทำร่วมกันนั้นน่ะ มันเชื่อมโยงกับ Corporate Value ได้ยังไงบ้าง และอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องจิตสำนึกของการมา Outing

...

ผมขอขยายความของแต่ละเรื่องแบบนี้ครับ...

เรื่องแรก เรื่องความเชื่อมโยงไปสู่ Corporate Value

แต่ละกิจกรรมนั้น แต่ละคนต่างก็สามารถจะตีความได้ต่างกัน ดังนั้น ไม่ว่าเค้าจะตอบว่า กิจกรรมนั้น เกี่ยวกับ Corporate Value ข้อไหน จึงไม่มีคำตอบที่ถูก เพราะจุดมุ่งหมายอยู่ที่ เค้าเชื่อมโยงวิธีคิดเป็นมั๊ย ก็เท่านั้น

การนำ Corporate มาผูกกับกิจกรรมนั้น จึงเป็นแค่ Gimmick อย่างหนึ่งเท่านั้น และดังนั้น การคาดหวังว่า การมา Outing กันแค่วันสองวัน แล้วจะทำให้ทุกคนเข้าใจและลงมือปฏิบัติตาม Corporate Value ได้ จึงถือเป็นแค่ปาฏิหาริย์ในความฝัน เท่านั้นจริงๆ

...หากแต่มันก็เป็นกุศโลบายที่ดีในการเริ่มต้นเพื่อเชิญชวนให้ทีมงานทุกคนได้เข้าใจว่า เป้าหมายที่องค์กรต้องการให้พวกเค้าไปถึงอยู่ที่ไหน แล้วจะต้องเลือกทางเดินไหนที่เหมาะสม เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายที่ว่า

...

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทำไมเราต้องใส่ใจในเรื่องการพัฒนาวิธีคิดของคนในองค์กร ก็เช่น...

มีอยู่กิจกรรมหนึ่ง ที่สอนให้เชื่อมโยงถึง "การมุ่งเน้นลูกค้า" (ซึ่งเป็นหนึ่งใน Corporate Value ขององค์กรของผม) โดยให้แต่ละทีมไปเลือกซื้อสินค้าให้กับคุณ A ซึ่งสมมติให้เป็นตัวแทนลูกค้า 

เราให้โจทย์ว่า คุณ A มีอาชีพเป็นนักกีฬา ดังนั้น ก็ต้องซื้ออะไรให้เหมาะกับนักกีฬาด้วย และเพิ่มข้อแม้ว่า จะต้องซื้อให้เท่ากับ 99 บาท และให้มีเลข 9 อยู่ในใบเสร็จให้มากที่สุด

ปรากฏว่า ทุกทีมซื้อสินค้าได้ตามข้อแม้ คือได้เท่ากับ 99 บาท แต่ขณะที่ทำกิจกรรมนั้น ทุกคน (เน้นว่าทุกคนนะครับ) ไม่ได้คิดถึงลูกค้าเลย เน้นแต่จะให้ได้ 99 บาทเท่านั้น...ซื้อมาได้ไงครับ ผักกาดดองกระป๋อง (ราคา 9 บาท) เหมาะกับนักกีฬามากกกกกกก ^^

ชีวิตจริงของการทำงานก็มักเป็นแบบนี้ ตรงที่เรามักเน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ มุ่งแต่จะทำงานให้เสร็จๆ ไป โดยไม่ได้ใส่ใจ (หรือบางครั้งก็หลงลืม) ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะบรรลุผลหรือไม่

วันนี้พอเท่านี้ก่อนนะครับ กลัวยาวเกิน...พรุ่งนี้มาต่อเรื่องจิตสำนึกของการมา Outing ครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....