Skip to main content

Post#3-12: ความผิดหวังเจ้าเอ๋ย...ข้าไม่ยินดีเป็นเพื่อนเจ้า

Post#3-12:
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความเชื่อว่า คนเรานั้น เกิดมาต้องพบกับความผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้...

เปล่าครับ ผมไม่ได้มาชวนให้เรามองโลกในแง่ร้าย หรือไม่ได้จะมาบอกให้เราปลงชีวิต

ตรงกันข้าม...ผมกำลังจะบอกว่า เราจำเป็นจะต้องทำใจยอมรับและทำความเข้าใจกับ "เจ้าความผิดหวัง" ให้มากขึ้นต่างหาก

...

อันว่า "ความผิดหวัง" นี้ ถือเป็น subset ของ "ความทุกข์" และเจ้าความผิดหวังนี้ ก็มักจะมาปรากฏตัวในหัวใจของเราได้บ่อยๆ โดยไม่ใส่ใจกับช่วงอายุของเราเลย เรียกว่าอายุเท่าไหร่ มันก็จะมาขอเป็นเพื่อนกับเราอยู่เสมอ

เมื่อใดที่เราไม่ได้อย่างใจนึก ไม่ได้อย่างที่คำนวณ ไม่สมกับความคาดหวัง ก็เป็นอันรู้กันว่าเจ้าความผิดหวังนั้น กำลังตบไหล่ทักทายเราอยู่

ที่น่ากลัวก็คือ ถ้าเรามัวแต่ปล่อยให้ใจเราจมอยู่กับความโศกเศร้าเพราะความผิดหวังที่ว่า เจ้าตัวนี้ มันก็จะได้ใจและเดินเอามือจับไหล่ติดสอยห้อยตามเราไปอยู่อย่างนั้น ทำตัวเป็นเพื่อนสนิทของเรา โดยไม่ยอมจากไปไหน

เมื่อใจเราเศร้าหมอง สมองก็ไม่เปิด และแล้วก็จะก่อให้เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ให้เราทำผิดคิดพลาดอยู่ร่ำไป จนเราหลงไปว่า เรานี่โชคร้ายเสียจริง ที่ต้องผิดหวังซ้ำซาก

ถ้าทุกคนพิจารณาให้ดีตามที่ผมแชร์มาเสียยืดยาวแล้วละก็ คงจะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว เราเองต่างหากล่ะ ที่จะเป็นผู้กำหนดว่า เราจะพบกับความผิดหวังแบบต่อเนื่องรึเปล่า?

...

ผมชอบเล่นกอล์ฟ และกอล์ฟเองก็ถือเป็นครูชั้นดีที่สอนให้เรารับมือกับ "เจ้าความผิดหวัง" ได้อย่างเท่าทัน

เพราะแม้ว่าเราจะตีลูกออกไปได้ดีเพียงใดก็ตาม เวลาลูกตกก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดหวังไว้ เรียกว่าลูกตกผิดจุดแค่ 1 หลา ผลงานนั้นก็อาจจะเป็นนรกสำหรับผู้เล่นก็เป็นได้

และถ้าเรามามัวแต่ไปหัวเสียกับช็อตที่ตีดีแต่ผลงานแย่นั้นโดยไม่ยอมปล่อยวางแล้วล่ะก็ มีอันคาดเดาได้เลยว่า การเล่นช็อตต่อๆ ไป ก็มีแต่จะเละไม่เป็นท่าเท่านั้นเอง

ทางเดียวที่จะแก้ได้ก็คือ หันไปยิ้มให้กับเจ้าความผิดหวัง แล้วบอกมันว่า "ขอบใจที่มาเยี่ยม แต่กรูไม่เหงา เชิญเมิงไปที่อื่นได้เลย" ว่าแล้วก็เล่นกอล์ฟให้มีความสุขต่อไป ^^

...

ชีวิตของเราก็เช่นกันล่ะครับ เมื่อวานพลั้งพลาดผิดหวัง ใช่ว่าพรุ่งนี้หรือวันต่อๆ ไป เราจะต้องพ่ายแพ้และปราชัยไปตลอดก็หาไม่

แต่ถ้าเราไม่คิดจะปัดมือของเจ้าความผิดหวังนั้นออกจากไหล่ ปล่อยให้มันเกาะแจเป็นเพื่อนสนิทเราอยู่อย่างนั้น ก็อย่าหวังเลยว่า ชีวิตของเราจะไปข้างหน้าได้...

อ้อ! แล้วก็อย่าไปคอยหวังให้ใครมาช่วยไล่เจ้าความผิดหวังนั้นไปเลยครับ เพราะเราอยู่ใกล้ชิดติดกับมันที่สุด เราเองนั่นแหล่ะจึงควรต้องเป็นฝ่ายบอกลามันด้วยตัวเอง

...

ฝรั่งเองก็มีวาทะให้กำลังใจผู้ที่จมจ่อมกับความผิดหวังไว้เช่นกันครับ วาทะนั้นมีอยู่ว่า  "Just because the past didn't turn out like you wanted it to, doesn't mean your future can't be better than you ever imagined."

แปลว่า "หาใช่เพราะอดีตมิได้เป็นไปดั่งใจเจ้าปรารถนา จะแปลความว่าอนาคตของเจ้าจะมิอาจแปรเปลี่ยนไปเป็นความงดงามเกินกว่าเจ้าจะจินตนาได้" (อิอิ ขออภัยที่สำนวนออกแนวชวนฝันไปหน่อยนะครับ อารมณ์ศิลปินมาเยือนพอดี)

ถ้ายอมรับและเข้าใจธรรมชาติของเจ้าความผิดหวังนี้ดีแล้ว ก็อย่าลังเลที่จะบอกให้มันออกไปจากชีวิตเสียล่ะครับ

อะไรนะครับ บอกมันดีๆ แล้วมันไม่ยอมไป...งั้นเอาใหม่ หันมาบอกตัวเองให้เข้มแข็ง แล้วออกวิ่งเลยครับ เจ้าความผิดหวังน่ะมันอ่อนแอ รับรองว่าตามเรามาไม่ทันแน่ๆ ครับ

สู้ๆ ครับ <(^_^)V

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...