Skip to main content

Post#3-10: Live TV สอนอะไร?

Post#3-10:
ผมตื่นแต่เช้าวันนี้ เพราะต้องไปร่วมทำงานกับลูกน้อง ในการเชิญ Ms.Natalee Glebova หนึ่งใน Celebrity ของเราไปออกรายการ TV Shopping แบบออกอากาศสด (หรือ Live TV)

อ่านไม่ผิดหรอกครับ, เป็นการออกอากาศสดจริงๆ ซึ่งผมสารภาพว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่าเดี๋ยวนี้ วงการ TV Shopping เค้าไปถึงขนาดนี้แล้ว

โดยปกติแล้ว TV Shopping มักจะเป็นการถ่ายทำล่วงหน้า ด้วยเหตุผลของการต้องทำให้มันดูสมบูรณ์แบบ และต้องมีการตัดต่อหรือ Insert ภาพต่างๆ มากมาย

ดังนั้น ประสบการณ์ที่ได้ไปร่วมดู Live TV Shopping  วันนี้สำหรับผม จึงเป็นอะไรที่ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่จริงๆ

...

ก่อนถ่ายทำ เราก็ต้องมีการซ้อมคิวกันก่อน ซึ่งเรามีคนเข้าฉาก มากถึง 4 คน จึงต้องมีการแบ่งหน้าที่กันให้ดี ว่าใครพูดส่วนไหน ยังไง เพื่อที่ว่าทุกคนจะได้เข้าใจว่า Scope ของการถ่ายทำจะอยู่ประมาณไหน

เมื่อเริ่มถ่ายทำ ทั้งตัวคุณนาตาลีเอง, ตัวผู้ดำเนินรายการ, ล่าม และรวมไปถึง Brand Manager ของบริษัทฯ ต่างต้อง concentrate ในสิ่งที่ตัวเองและคนอื่นใน Frame กำลังสื่อสารกับผู้ชม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าที่เรากำลังนำเสนอ เป็นสินค้าที่ยากจะอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจได้ว่า ที่ว่า "หอม" นั้นน่ะ มันหอมยังไงกันนะ

การถ่ายทำก็เป็นไปได้ด้วยดี มีข้อผิดพลาดบ้างตามปกติของ Live TV ทั่วๆ ไป แต่ก็ชดเชยได้ด้วยการที่ต่างคนต่างต้องสนใจคนที่ถ่ายทำอยู่ด้วยกัน ดังนั้น เมื่อคนหนึ่งพลาด คนที่เหลือก็ยังช่วยกันได้ทัน

...

แล้วที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ นำมาแปลเป็นการเรียนรู้อะไรให้กับเราได้บ้างกันนะ?

...ก็สอนเราได้ว่า ทั้งตัวเอก (คือคุณนาตาลี) กับคนอื่นๆ ล้วนต่างเป็นองค์ประกอบของกันและกัน ต่างต้องพึ่งพาและสอดประสานกันอย่างแยกไม่ออก เพื่อให้ภาพที่ปรากฏต่อผู้ชม เป็นไปอย่างดีเยี่ยมที่สุด

นี่ยังไม่นับทีมงานหลังฉากอีกมากมายนะครับ ตั้งแต่เด็กยกไฟไปจนถึง Producer และผู้กำกับ

ในชีวิตการทำงานของเราก็เช่นกันครับ...เราต่างต้องคอยเกื้อหนุนจุนเจือกันและกัน ไม่ว่าเราจะตำแหน่งใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าเราจะเป็นนายหรือลูกน้อง ก็ตามแต่

หากมัวแต่ทำงานแบบแก่งแย่งหรือขัดแย้ง แย่งซีนกัน งานก็จะออกมาเละไม่เป็นท่า แต่ถ้าทำงานสอดประสาน สนใจกันและกัน งานก็จะออกมาดีเหมือนกับ Live TV ที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้น

และไม่ว่าใครจะทำหน้าที่ไหนในกองถ่าย...ใครคนใดคนหนึ่งพลาด คนอื่นก็จะโดนกระทบ และเมื่อใครคนใดคนหนึ่งพลาด คนที่เหลือก็ควรจะต้องช่วยเหลือกัน เพื่อให้การออกอากาศผ่านพ้นไปได้ด้วยดี...

ว่าไงครับ...ผู้ชมรอดูอยู่นะเออ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...