Skip to main content

Post#305: อิทธิบาท 4 ในการทำงาน

Post#305:
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ใครซักคนประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าในชีวิตการทำงานนั้น ย่อมต้องมี อิทธิบาท 4 เป็นรากฐาน

อย่าพึ่งเบือนหน้าหนี เพราะจั่วหัวมาในแนวธรรมะนะครับ เพราะนี่เป็นความจริงหนึ่งที่เรามักมองข้ามไป ทั้งๆ ที่ธรรมะคือความจริงแท้ที่ควรนำมาพิจารณาและปฏิบัติ

ใครๆ ที่เป็นชาวพุทธคงท่องได้หมดล่ะครับ ว่าอิทธิบาท 4 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ใช่ครับ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แปลง่ายๆ ว่า รักในงาน หมั่นเพียรในงาน เอาใจใส่ในงาน และหมั่นพิจารณาเนื้องาน

หากไม่รักในงานที่ทำ ย่อมทำให้งานสำเร็จได้ยาก เพราะเราขาดแรงจูงใจ ขาดแรงผลักดัน เมื่อขาดความรักในงานเป็นพื้นฐาน จึงกลายเป็นพวกทำงานเช้าชามเย็นชาม สักแต่ทำให้จบๆ ไป เน้นปริมาณแต่ไม่เคยใส่ใจในคุณภาพ

เมื่อขาดความรักในงาน จึงไม่มีความหมั่นเพียรในงาน ขาด ลา มาสาย จัดเต็มทุกอย่าง, ทำงานตามเวลา คือให้เวลาไปก่อน เดี๋ยวตามไป, เส้นตายแปลว่าอะไร ก็ไม่สนใจ เสร็จงานเมื่ออยากเสร็จ

เมื่อขาดความรักในงาน จึงขาดความเอาใจใส่ในงาน คุณภาพของงานจะดีหรือไม่ ก็ไม่แยแส, งานจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ก็ไม่ใช่ประเด็น, งานไม่เสร็จก็ทิ้งไว้ เดี๋ยวก็มีใครมาทำแทนเองแหละ, ใครจะเดือดร้อนเพราะงานของเราหรือไม่ ก็ไม่นำพา 

เมื่อขาดความรักในงาน จึงไม่สนใจจะปรับปรุงงาน ก้มหน้าก้มตาทำไป, ไม่สนใจใคร่รู้ถึงที่มาที่ไป ไม่ยี่หระกับเรื่องที่ว่าต้องเข้าใจในเนื้องานที่ทำรึเปล่า, ทำไปเพื่ออะไรก็ไม่สน ที่มาของข้อมูลเป็นยังไงก็ช่างเถอะ, จะเปลี่ยนทำไม ที่ทำๆ อยู่นี่ก็วุ่นวายจะตายอยู่แล้ว

จะเห็นว่า หากขาดความรักในงาน ก็เจริญก้าวหน้าได้ยาก โอกาสประสบความสำเร็จคงมีน้อยกว่าน้อย ดังนั้น หากงานที่ทำไม่ใช่งานที่รัก หรือไม่มีโอกาสที่จะทำใจให้รักในงานนั้นได้ ก็ควรต้องทบทวนมากๆ ครับ ว่าควรจะไปทำอย่างอื่นจะดีกว่ามั๊ย

ผมพบว่าคนพวกนี้มีมากขึ้นทุกวัน ทำงานคั่นเวลาระหว่างหางานใหม่ หรือมาเพื่ออัพโปรไฟล์ เก่งมากในเรื่องสอพลอและเสนอหน้า, มีอีกมากที่ กลางคืนทำงานส่วนตัว ส่วนกลางวันก็มาหายใจทิ้งรอรับเงินเดือน หรือที่หน้าด้านมากหน่อย ก็ทำงานส่วนตัวในเวลางานเลย, หรือไม่ก็เป็นพวกทำงานแบบต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง, ฯลฯ เยอะครับ ขุดมาด่าได้แบบสามวันไม่ซ้ำ คิดแล้วปลงอนิจจัง


การทำงานโดยขาดอิทธิบาท 4 นั้น นอกจากจะเป็นการเอาเปรียบนายจ้างแล้ว ยังถือเป็นการดูแคลนศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างมากๆ ด้วย เข้าข่าย ขาด "จรรยาบรรณ" แห่งความเป็นมนุษย์เงินเดือน เลยก็ว่าได้ครับ และในฐานะของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ขอประนามคนที่ทำงานโดยไร้จรรยาบรรณ และขอชื่นชมผู้ที่ทำงานอย่างมุ่งมั่นและทุ่มเทด้วยครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...