Skip to main content

Post#321: สำนึกสาธารณะ

Post#321:
ระหว่างเดินทางกลับบ้านวันนี้ ผมจำเป็นต้องใช้บริการข้ามถนนผ่านสถานีรถไฟฟ้า เพื่อไปยังที่จอดรถ

แล้วก็บุญพาวาสนาส่ง ให้ได้เจอพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของคู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งที่คิดว่า ทั้ง 2 ท่านน่าจะมีญาติเป็นผู้ถือหุ้น BTS เพราะทั้งคู่เดินคุยกันเรื่อยเฉื่อยไม่สนใจว่าคนที่เดินมาตามหลังมีกี่คน เห็นเค้าชำเลืองมามองแต่ก็ทำตัวไม่แคร์ใคร เดินคุยกันเสมือนอยู่ในทุ่งกว้าง เป็นระยะทางกว่า 30 เมตร

คนพวกนี้เป็นอีกจำพวกหนึ่งที่น่าจัดอยู่ในหมวดส่วนเกินของสังคม เป็นพวกไม่มี "สำนึกสาธารณะ" ผมเข้าใจว่าน่าจะอยู่ในหมวด "มนุษย์ป้า" ที่กำลังเป็นกระแสให้ผู้คนสรรเสริญพฤติกรรม "สุดทีน" อยู่ในขณะนี้ ซึ่งผมก็ไม่อาจสาธยายได้หมด ว่าพฤติกรรมสุดติ่งของท่านๆ มีเรื่องอะไรบ้าง

"ใครเดือดร้อน ชั้นไม่สน แต่ถ้าชั้นเดือดร้อน เธอต้องสนใจชั้น ชั้นคือศูนย์กลางของจักรวาล เข้าใจมั๊ย?" นี่น่าจะเป็นวิธีคิดของคนจำพวกนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมอยากแชร์ ก็คือ ประสบการณ์แย่ๆ ในที่จอดรถ

อารมณ์ประมาณพอเราเห็นว่า ท่านจะออก เราก็จะเปิดไฟกระพริบรอ แล้วท่านก็จะมีองค์หลวงพ่อทากมาประทับ คือจะทำทุกอย่างช้าๆ ไม่รีบ ทดสอบความอดทนเรา ส่วนท่านที่กวนพระบาทามากหน่อย ก็จะทำอะไรช้ามากขึ้น แล้วก็ลงจากรถพร้อมกับเดินจากไป ทิ้งให้เราหงุดหงิดว่า "อ้าว ไม่ออก ก็น่าจะบอกหน่อย"

ถ้าท่านเป็นขั้นเทพ ก็จะทำทุกอย่างแบบซุปเปอร์สโลว์ ถ้าเราถามจะบอกว่า "ไม่ออก" พอเราขับเลยไป ท่านก็จะขับตามเรามา พอมองกระจกหลัง เราก็จะอุทานว่า "อ้าว อาเฮีย" เรียกว่า ถ้าเราน๊อตหลุด ต้องมีเรื่องกับท่านแน่ๆ และสมัยผมหนุ่มๆ ก็เคยฉะกับอาเฮียเหล่านี้มาแล้ว -*- (ตอนนี้แก่แล้ว "ส่วนใหญ่" จะปลงทัน)

คนจำพวกนี้ มีความคิดประมาณว่า "กว่าชั้นจะหาที่จอดได้ก็ยาก ฉะนั้นเธอจะมาได้ที่จอดง่ายๆ ได้ไง"

แต่ถ้ากลับกัน กลายเป็นเราเดินขวางทางท่าน หรือท่านกลายเป็นผู้เปิดไฟกระพริบรอ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมว่าทุกท่านคงนึกภาพออก

ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ได้กลัวที่จะปะทะกับคนพวกนี้หรอกครับ แต่ "รังเกียจ" เกินกว่าจะไปแปดเปื้อนกับความเห็นแก่ตัวของพวกเค้า (ซึ่งผลลัพธ์ก็จะกลายเป็นทำให้พวกเค้าได้ใจ ทำต่อไปเรื่อยๆ จาก "นิสัย" ก็เลยกลายเป็น "สันดาน") หรือถ้าอดรนทนไม่ได้ ก็จะกลายเป็นการปะทะคารม (หรืออาจถึงขั้นต่อยตี) ซึ่งอย่าหวังว่า คนพวกนี้จะสะกดคำว่า "สำนึก" เป็น ส่งผลให้เราทั้งอารมณ์ขุ่น ทั้งเสียเวลา

ดังนั้น ก่อนจะ "เอาไม้สั้นไปรั้นขี้" ก็ดูตัวเราก่อนนะครับ ถ้าไม่ได้รีบและไม่กลัวเปรอะ ก็ลุยเลยครับ แต่ถ้าต้องรีบไปทำธุระต่อ ก็ปล่อยท่านไปเถอะ

เชื่อผมเถอะครับ ถือซะว่าทำบุญให้ตัวเอง ผลบุญจะได้ส่งให้ไม่เจอคนพวกนี้บ่อยๆ


อ้อ! แต่ถ้าคราวหน้าผมไม่รีบ จะมาเล่าให้ฟังนะครับ ว่าจัดการกับ "อาเฮีย" ยังไงบ้าง (ชิ พูดแล้วแอบของขึ้น ^^)

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...