Skip to main content

Post#320: เดินตามความฝันในวันที่หัวใจยังแข็งแรง

Post#320:
บ่ายวันนี้ ผมตกอยู่ในอารมณ์อันยากที่จะบรรยาย เหตุเพราะมีลูกน้องมาขอลาออก

ที่ว่าอยู่ในอารมณ์ยากที่จะบรรยาย เพราะมันเป็นอารมณ์ที่ผสมปนเปกันยุ่งเหยิง คือมีทั้งแอบเซ็งที่น้องลาออก เพราะดูแล้วว่าน้องเค้ามี potential ดี น่าจะส่งเสริมให้ไปต่อได้ อารมณ์ที่สองที่ปนอยู่คือ ดีใจที่น้องเลือกที่จะออกไปเดินตามความฝันของตัวเอง และอารมณ์สุดท้ายคือ "ขำ" เพราะน้องบอกว่า หนึ่งในเหตุผลที่ตัดสินใจลาออก เกิดจากแรงบันดาลใจที่อ่าน Post ของผม >_<"

ว่ากันตามจริงแล้ว คนที่มี potential ในตัวค่อนข้างมากอย่างน้องเค้า ก็ไม่แปลกที่อยากจะคิดเติบโตก้าวหน้าเป็นนายของตัวเอง โดยส่วนตัวผมชื่นชมคนที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ เลยไม่คิดคัดค้านการลาออกของน้อง และได้แต่อวยพรบวกให้กำลังใจให้น้องประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวัง

ช่วงหนึ่งของการสนทนา ผมว่าน้องเค้าพูดไว้ดี "...หนูยังอายุน้อย แม้ว่าจะก้าวพลาด หนูก็เชื่อว่า หนูยังมีโอกาสกลับมาได้..." แสดงให้เห็นชัดว่า น้องเค้าไม่ได้ตัดสินใจแบบเดี๋ยวด๋าว แต่ต้องผ่านการลำดับความคิด ชั่งใจ และตัดสินใจมาดีแล้ว อีกประเด็นคือ นี่ก็แสดงชัดว่า น้องเค้ามีความ "กล้า" และไม่กลัวที่จะล้มเหลว

เมื่อเราคิดอย่างถี่ถ้วน วางแผนอย่างพอเหมาะ ประเมินสถานการณ์ทั้งภายนอกและภายใน ได้อย่างที่น้องเค้าเป็น ผมว่า ก็คงไม่ผิดที่เราจะตัดสินใจอะไรแบบนี้ แม้จะไม่มีใครรู้อนาคต แต่แน่นอนว่าถ้าใจสู้ซะอย่าง โอกาสสำเร็จก็น่าจะมากกว่าล้มเหลว

บางคนได้แต่คิด แต่ไม่ได้ลงมือ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ความยึดติดใน Comfort Zone จะมีมากขึ้นและมากขึ้น สุดท้ายแม้สมองจะสั่งการให้ลาออก แต่หัวใจที่พร้อมจะสู้น่ะ มัน "ตาย" ไปแล้ว เราจึงมักเห็นคนที่ทำงาน office มายาวนาน มักไม่ค่อย "กล้า" เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ

ดังนั้น ก่อนที่น้องเค้าจะขาดความ "กล้า" เค้าจึงตัดสินใจแบบเด็ดขาดและแน่วแน่แบบนี้ เค้าเลือกตัดสินใจในวันที่หัวใจยังแข็งแรง แม้ประสบการณ์ยังอ่อนด้อย แต่หัวใจที่สู้และเชื่อมั่น จะเป็นแรงส่งให้น้องโต้คลื่นธุรกิจได้อย่างแน่นอน


แม้จะเสียดาย แต่ก็ยินดีกับความกล้าที่น้องมี...และสุดท้ายก็ไม่กล้าถามว่าน้องเค้าอ่าน Post ไหนอะ T_T

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...