Skip to main content

Post#307: ตบมือข้างเดียวมันคงไม่ดัง

Post#307:
"ตบมือข้างเดียวมันคงไม่ดัง" ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนคงเคยได้ยินวลีนี้

แล้วจริงๆ วลีนี้เป็นจริงรึเปล่า?

โดยส่วนตัวผมค่อนข้างเห็นด้วยครับ แต่ก็มีประสบการณ์ตรงหลายๆ ครั้งเหมือนกัน ที่ทำให้ต้องหักห้ามใจไม่ให้เกิดเสียงตบมือ

เมื่อมีแรงปะทะ ย่อมเกิดแรงต้าน เป็นปรากฏการณ์สามัญที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เมื่อมีใครมาทำไม่ดีกับเรา เราก็ย่อมอยากตอบโต้ในลักษณะที่คล้ายกันหรือรุนแรงกว่า เรียกว่า แรงมาแรงไป ว่างั้น

มีคนน้อยกว่าน้อย ที่วางจิตอยู่ในความนิ่ง ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใดก็ตามที่มากระทบ เมื่อเราคิด หรือมีคำพูดหรือการกระทำใดๆ จากใครก็ตาม มากระทบกายหรือใจของเรา จิตย่อมเกิดการสั่นไหว ถ้าตามวาระจิตทัน เราย่อมระงับกาย วาจา ใจ ให้ละเว้นการตอบโต้ในทางอกุศลได้ แต่หากไม่รู้เท่าทันวาระจิต ย่อมก่อให้เกิดการโต้ตอบที่รุนแรง เกิดเป็นกรรมใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นวัฏจักรที่เราเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

การจะตามวาระจิตให้ทันนั้นก็ยากอยู่แล้ว แต่การจะคุมให้จิตไม่ไปสั่งการร่างกายให้ตอบโต้ตามแรงมิจฉาอารมณ์นั้น กลับยากยิ่งกว่า เหตุเพราะต้องใช้สติ, ปัญญา และอุเบกขา ในระดับที่สูงกว่าปุถุชนทั่วไป ต้องอาศัยการฝึกอย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้สามารถตามวาระจิต และคุมจิตให้อยู่นิ่งได้

ในทุกวันจิตของเราถูกกระทบด้วยตัณหานานัปการ ทั้งกามตัณหา, ภวตัณหา และวิภาวตัณหา (รายละเอียดลองไปค้นเพิ่มเติมดูนะครับ) ซึ่งเรามักจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังตกอยู่ในบ่วงตัณหา และการที่เราไม่รู้ตัวนี้ เป็นเพราะเราไม่มีสมาธิในการกำกับจิตให้มีสติ เมื่อไม่มีสติที่เข้มแข็งพอ ตัณหาจึงเข้าแทรกซึมได้โดยง่าย

ที่ผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัณหาทั้ง 3 แบบนี้ ก็เป็นการสรุปคัดย่อจากเหตุการณ์เมื่อกว่า 2,557 ปีก่อนนี้ ที่องค์พระศาสดาได้ทรงแสดงธรรมเป็นครั้งแรกประทานให้แก่ปัญจวัคคีย์ เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" และพระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุโสดาปัตติผล และได้รับการอุปสมบทโดยองค์พระศาสดา เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ทำให้วันนี้เป็นวันที่มีพระสงฆ์เป็นครั้งแรกอีกด้วย

วันนี้ในอดีตกาล จึงเป็นวันที่พระไตรลักษณ์อุบัติขึ้นบนโลก ครบทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ส่งผลให้พระพุทธศาสนายืนยงมากว่า 2,557 ปี


ขอกราบบูชาพระธรรมอันประเสริฐของพระพุทธองค์ เนื่องในวันอาสาฬหบูชาในวันนี้ครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...