Skip to main content

Post#2-207: คหสต

Post#2-207:
ช่วง 2 ปีมานี้ ผมต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า Social Network มีบทบาทกับชีวิตของคนเรามากมายจริงๆ

มากจนทำให้บางคนแยกไม่ออกว่า เค้ากำลังใช้งาน Social Network หรือเค้ากำลังเป็นทาสของ Social Network

คนที่ใช้ Social Network เป็นที่แสดงพฤฒิกรรมด้านมืดก็มีเยอะ แต่ที่ใช้ในทางสร้างสรรค์ก็มีอีกมาก คงไม่ต้องยกตัวอย่างประกอบนะครับ ว่าอะไรเรียกว่าสร้างสรรค์ และอะไรเรียกว่าทำลาย

...

บางครั้ง คนบางคนก็ทำให้ Social Network กลายเป็นตัวแสดงความขัดแย้งทางพฤฒิกรรมของตนได้อย่างน่ากังขา...อารมณ์ประมาณ Paradox ยังไงยังงั้น

ยกตัวอย่างของ Facebook ซึ่งจริงๆ เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา แต่มันดันเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เปิดกว้างให้คนอื่นเข้าถึงได้ง่ายๆ

ว่ากันตามจริง เรื่องอะไรที่เราไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ หรือให้ความเห็น หรือถ้ารับความแตกต่างทางความคิดไม่ได้ ผมก็มองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่เราจะต้องนำมา post (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Page ที่เป็น public ทั้งหลาย)

เช่น ตั้งใจจะ post อวดนั่น นู่น นี่ แล้วพอโดนคนอื่น comment แบบที่ตัวเองไม่ชอบใจ ก็ออกอาการ...ก็ถ้ารับไม่ได้กับความเห็นของคนอื่น แล้วจะ post เพื่อ?

หรือเวลาไป comment คนอื่น แต่มักใส่หมายเหตุหรือคำอธิบายว่า คหสต...ผมก็ไม่เข้าใจ logic ของเค้าว่า ก็ในเมื่อพี่ต้องการจะให้มันเป็น คหสต แล้วพี่จะมา comment เพื่อ?

...

คนแบบนี้ไม่ค่อยน่าคบ เพราะผมรู้สึกว่า เค้าเป็นพวกมีพฤฒิกรรมส่อไปในทางเห็นแก่ตัว คือตัวเองอยากจะคิดอะไรหรือ post อะไร ก็ได้ แต่กลับไม่ยอมให้คนอื่นทำแบบนั้นบ้าง

ถ้าอยากเป็นส่วนตัว ทำไมต้องไปแสดงออกที่ส่วนสาธารณะ?

ถ้าอยากเป็นส่วนตัว ทำไมไม่ตั้งค่าให้เห็น status คนเดียวไปเลย?

ไม่ทราบคนอื่นคิดยังไงนะครับ แต่ผมบอกได้เลยว่าเวลาเจอ คหสต แล้วผมทั้งเพลียและมึน

กลับไปหานิยามมาใหม่เถอะครับ คหสต สำหรับท่าน น่าจะแปลว่า "ค้นหาสติ" ก่อน...ทีหลังจะได้ไม่ต้องมาโหยหาความเป็นส่วนตัวในที่สาธารณะ

เอ๊ะ...หรือ คหสต ไม่ได้ย่อมาจาก "ความเห็นส่วนตัว" แต่น่าจะย่อมาจาก "ความเห็นส้น..."

ขออภัยในความไม่สุภาพครับ...แอบเคืองนิดๆ กับพวกชอบกระทำต่อคนอื่น แต่ไม่ยอมให้คนอื่นมากระทำ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...