Skip to main content

Post#2-212: Life is like riding bicycle...

Post#2-212:
ใครที่ขี่จักรยานเป็นจะเข้าใจดีเลยว่า เมื่อเริ่มปั่นจักรยานให้เคลื่อนที่ได้แล้ว หากไม่เกิดอุบัติเหตุแล้วละก็ ทางเดียวที่จะทำให้จักรยานล้มได้ก็คือการที่เราหยุดปั่นนั่นเอง

เปรียบไปแล้ว ชีวิตก็ไม่ได้ต่างจากจักรยานครับ ชีวิตของเราจะล้มเหลวในทันทีหากเราไม่คิดจะสู้ต่อ...

บุคคลที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในศตวรรษ ที่ชื่อ Albert Einstein ก็ได้เคยแสดงทัศนะเปรียบเปรยชีวิตเอาไว้กับการขี่จักรยานเช่นกันครับ

Einstein ว่าไว้ว่า...

"Life is like riding a bicycle. To keep your balance, you must keep moving." แปลว่า "ชีวิตก็เปรียบได้กับการขี่จักรยานนั่นเอง เพื่อที่จะรักษาสมดุลย์ (ไม่ให้มันล้ม) คุณจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนที่ต่อไปเรื่อยๆ"

ตราบเท่าที่เราไม่หยุดปั่น จักรยานก็จะยังคงเคลื่อนที่ไปได้ เช่นเดียวกับถ้าเราไม่หยุดต่อสู้ ก็แปลว่าชีวิตของเราก็ยังคงเดินหน้าได้ต่อไป

ถ้าเราไม่ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่บ้าบิ่น ไม่เลือกหนทางที่วิบากเกินฝีมือ และหมั่นดูแลจักรยานให้อยู่ในสภาพที่ดี เราก็ยังคงใช้จักรยานเป็นพาหนะนำพาเราไปยังจุดหมายที่เราต้องการได้

เช่นเดียวกับถ้าเราไม่ใช้ชีวิตอย่างบ้าคลั่ง ไม่เลือกทางชีวิตที่หนักหนาเกินควร และหมั่นดูแลร่างกายและจิตใจให้พร้อม เราก็ยังคงสามารถก้าวเดินดำเนินชีวิตต่อไปยังเป้าหมายที่เราต้องการได้

ต่อให้ขี่จักรยานไปสะดุดก้อนหิน จนล้มคว่ำคะมำหงาย ถ้าจักรยานไม่ถึงกาลพินาศพังไม่มีชิ้นดี และถ้ากายไม่บาดเจ็บจนสาหัส บวกกับตราบเท่าที่ใจยังมีไฟสู้ เมื่อนั้นเราก็ยังเริ่มต้นปั่นจักรยานได้เสมอ หรือเราก็ยังเริ่มต้นสู้ใหม่ได้แน่นอน

ย้อนกลับไปอ่านคำกล่าวของ Einstein กันอีกรอบครับ...To keep your balance, you must keep moving! 

ชีวิตจะหยุดอยู่กับที่ ไม่ใช่เพราะใครหรือปัจจัยอื่นเลยครับ...เราเองต่างหากเลือกที่จะหยุดหรือก้าวต่อไป...

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....