Skip to main content

Post#2-232: เรื่องงานไม่กลัว...ปวดหัวก็แต่เรื่องคน

Post#2-232:
ผมยืนยันได้ว่า เรื่องที่เจ้านายเกือบทุกคนในทุกประเภทและทุกขนาดขององค์กรมักจะปวดหัว ส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นเรื่อง "คน"

ในโลกแห่งความจริง เรามักวางแผนงานได้ไม่ยาก ไม่ว่างานจะซับซ้อนยังไง ก็รับรองว่าเขียนออกมาเป็นแผนได้หมด แต่เรามักไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จในเรื่องการวางแผนเรื่องคน

...

ก็ต้องบอกว่า มันก็เป็นธรรมดาโลกล่ะครับ ก็ในเมื่อลูกน้องของเรามาจากร้อยพ่อพันแม่ จะให้การตัดสินใจใดๆ ก็ตามของเราถูกใจลูกน้องทุกคนย่อมเป็นไปได้ยาก

ยิ่งไปกว่านั้น ต่างคนต่างมีวิธีคิดเป็นปัจเจกของตัวเอง ประชุมวางแผนร่วมกันไว้ เวลาไปลงมือทำจริงๆ ก็เปลี่ยนแผนซะเองก็มี...

ที่สำคัญ มักจะเปลี่ยนโดยไม่บอกใครซะด้วย...ซึ่งแน่นอนว่า คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็เดือดร้อนไปตามๆ กัน อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

...

นอกจากปัญหาที่ว่าแล้ว คนก็ยังมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่อนข้างมาก โกรธกันก็ไม่คุยกัน หรือไม่ก็กลั่นแกล้งให้อีกฝ่ายงานสะดุด เรียกว่าสะใจข้า แต่ว่าองค์กรเสียหาย

อีกฝ่ายโดนแกล้งมา ก็เอาสิ กรูต้องเอาคืน จะยอมโดนข้างเดียวได้ไง...ก็กลายเป็นว่า สะใจทั้งสองฝ่าย แต่บางครั้งต่างฝ่ายต่างก็ลืมคิดไปว่า กำลังทำลายองค์กรอยู่

ถ้าเปรียบองค์กรเป็นเรือ การทะเลาะกันบนเรือก็มีแต่จะทำให้เรือเกิดรอยรั่วหรือรอยร้าว ปล่อยทิ้งไว้ไม่แก้ไข วันดีคืนร้าย น้ำก็อาจจะเข้าเรือ...แน่นอนว่านอกจากจะไม่ช่วยกันอุดรูรั่วแล้ว ยังต่างโทษกันไปโทษกันมาอีก

สุดท้าย เรือจะอยู่ในสถานภาพไหน ผมคงไม่ต้องบรรยายต่อ

...

จริงอยู่ว่าเราคงป้องกันไม่ให้ลูกน้องกระทบกระทั่งกันได้ยาก นั่นหมายความว่าเราไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องคอยสอดส่องความสัมพันธ์ระหว่างทีม

เกิดปัญหาขึ้นมา คนเป็นนายนั่นแหละครับที่จะต้องรับผิดชอบก่อน เพราะในเมื่อรับ "ความชอบ" ก่อนลูกน้องได้ ก็แปลว่าต้องรับ "ความผิด" ก่อนลูกน้องด้วยเช่นกัน

เจ้านายทั้งหลายจึงปวดหัวเรื่องคนเป็นข้อใหญ่ เรียกว่า งานยากไม่เคยกลัว กลัวแต่คนที่มักจะออกนอกแผน (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่) ซะล่ะมากกว่า

...

คนทุกคนสามารถมีเจตจำนงค์โดยอิสระได้ ตราบเท่าที่เจตจำนงค์นั้น ไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อผู้อื่น ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องชีวิตการทำงานด้วยแล้ว เราต่างต้องเตือนตัวเองให้มาก

มืออาชีพที่ดีจึงต้องคุยกันด้วยเหตุถกกันด้วยผล ไม่ใช่จะเอาแต่ใจตัวเองเป็นหลักใหญ่ และที่สำคัญวางแผนร่วมกันไว้ยังไง ก็ต้องเคารพต่อแผนงานนั้นๆ ด้วยครับ

ขอตัวไปดื่มน้ำใบบัวบกแก้ช้ำใจก่อนครับ T_T

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...