Skip to main content

Post#2-220: ได้ยินจนไม่ได้ยิน

Post#2-220:
เคยผ่านประสบการณ์ "ได้ยินจนไม่ได้ยิน" กันบ้างมั๊ยครับ?

เปล่าครับ...ผมไม่ได้จะยียวนหรือกวนอารมณ์ใครทั้งสิ้น หากแต่ผมกำลังจะแชร์สถานการณ์บางอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อองค์กร

สถานการณ์ที่ว่าก็คือ การที่คนในองค์กรชาชินกับสิ่งที่โดนตอกย้ำทุกวัน...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เมื่อเจอบ่อยๆ ฟังซ้ำๆ ด้วยวิธีการบอกเล่าเดิมๆ เนื้อหาเดิมๆ ก็อาจส่งผลให้ผู้รับสารเกิดความรู้สึกชาชินจนชินชา

อย่าลืมนะครับว่า "ฟัง" กับ "ได้ยิน" นั้น ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การย้ำอะไรบ่อยๆ กับใครก็ตาม อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวให้มีความแตกต่าง

เหมือนเราฟังเพลงรัก ทั้งที่เนื้อหาของเพลงคล้ายๆ กันหรือไม่แตกต่างกัน แต่ทำไมบางเพลงเราฟังแล้วเฉยๆ แต่กลับบางเพลงเราฟังแล้ว "in" ไปกับมัน

นั่นย่อมสรุปได้ว่า จริตของแต่ละผู้รับสารนั้น ย่อมแตกต่างกัน...ปฏิกิริยาตอบสนองต่อวิธีสื่อสารจึงผันแปรไปตามความถูกจริต

ทำไมต้องมีเส้นใหญ่, เส้นหมี่, เส้นเล็ก, เส้นก๋วยจั๊บ หรือเส้นเกี๋ยมอี๋ ทั้งๆ ที่แต่ละเส้นที่ว่ามา ก็ล้วนเป็นแป้งข้าวเจ้าเหมือนกัน แต่ทำไมเราชอบทานเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ต่างกัน?

ทำไมต้องใช้เส้นใหญ่ทำก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่, ทำไมต้องนิยมเส้นหมี่ลูกชิ้น, ทำไมต้องใช้เส้นเล็กทำผัดไทย...เหล่านี้ล้วนเป็นการอ้างอิงได้กลายๆ ล่ะครับ ว่า เนื้อหากับวิธีสื่อสารนั้น มีความเกี่ยวพันกันแบบมีนัยสำคัญ

ถ้าคนรับสารอยากทานเส้นหมี่ลูกชิ้นน้ำใส แต่เราดันเสิร์ฟเส้นใหญ่แทน...ถามว่าทานได้มั๊ย ก็พอได้ แต่ใจมันจะเหมือนฝืนๆ หน่อย...ทานไปใจก็บ่นไป ว่านี่มันไม่ใช่

แทนที่จะทานแล้วอร่อยด้วย อิ่มด้วย ก็อาจจะเหลือแค่อิ่มอย่างเดียว แต่ไม่อร่อยถูกใจ

ยิ่งถ้าเค้าอยากทานเส้นใหญ่ผัดซีอิ้ว แต่เราดันเสิร์ฟเส้นหมี่ราดหน้าแทนแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะนอกจากเส้นผิดประเภทแล้ว วิธีปรุงยังไม่โดนใจอีกด้วย...

อยากให้เค้า "ฟัง" ไม่ใช่แค่ "ได้ยิน" จึงต้องเสิร์ฟเส้นก๋วยเตี๋ยวด้วยวิธีปรุงที่ถูกจริตเค้า...งงมั๊ยครับ?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...