Skip to main content

Post#2-213: เริ่มต้นแก้ปัญหาจากการยอมรับ

Post#2-213:
วันนี้ผมมาเริ่มทำงานกับลูกค้ารายใหม่เป็นวันแรก...ประชุมตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงเวลา 6 โมงครึ่งที่ผ่านมานี้เอง แม้กระทั่งระหว่างมื้อกลางวัน ก็ยังต้องทานไปด้วย คุยกันไปด้วย

แม้จะเป็นองค์กรระดับยอดขายเกินพันล้านบาท แถมเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ดูเผินๆ ก็เหมือนกับว่า ทุกอย่างน่าจะ ok แล้ว แต่ผู้บริหารทุกท่านที่มานั่งคุยกับผม ต่างยอมรับว่า องค์กรของพวกเค้ายังมีปัญหาอยู่อีกค่อนข้างมาก

พวกเค้าคุยเรื่องปัญหาให้ผมฟัง จนบางท่านออกตัวว่า เค้าเกรงใจผมมากที่มาช่วยงานวันแรกก็มีแต่ปัญหามาเล่าให้ฟัง

ฟังแล้วผมก็อมยิ้ม และตอบไปว่า "ก็เพราะมีปัญหาถึงต้องว่าจ้างให้ผมมาแก้ปัญหาไงครับ" ^^

อย่างที่ผมชวนคุยไว้หลายหน ว่านี่คือความเป็นจริงของการทำงาน...ไม่มีองค์กรไหนที่ไม่มีปัญหา และแต่ละองค์กรก็ย่อมมีปัญหาที่แตกต่างกัน

แต่ในท่ามกลางปัญหาอันมากมายเหล่านี้ กลับเป็นโชคดีที่ทุกคนต่างยอมรับว่าพวกเค้ากำลังมีปัญหา...เมื่อยอมรับความจริง ก็ไม่ยากที่จะช่วยกันแก้ไข กลับกันถ้าทุกคนต่างบอกว่าไม่มีปัญหา ป่านนี้ผมคงต้องนั่งกุมขมับว่า แล้วจะแก้ทัศนคติแบบนี้ยังไง?

หลังจากประชุมวันนี้แล้ว ผมยิ่งมีความรู้สึกว่า องค์กรนี้ยังมีโอกาสในการเติบโตอย่างมหาศาล ขอเพียงจัดระเบียบองค์กรได้ วางแนวทางชัดเจน ผมก็มั่นใจว่า องค์กรนี้จะเติบโต มั่งคั่ง และยั่งยืนกว่าเดิม

...

ลองตรวจสภาพองค์กรของเราเองดูครับ...ผู้บริหารรู้มั๊ยว่าองค์กรกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่?

ถ้าลองถามเค้าดูแล้ว เค้าตอบว่าไม่มีหรือตอบไม่ได้ ผมคิดว่าเราในฐานะคนทำงานน่าจะต้องเหนื่อยหนักหน่อย

แต่ถ้าเราลองถามคำถามเดียวกันนั้นกับตัวเราเองบ้าง แล้วเราตอบว่าไม่มีหรือตอบไม่ได้ ผมคิดว่าองค์กรนั้นก็เหนื่อยหน่อยที่จ้างเรา

คนหรือองค์กรที่ไม่มีปัญหา ก็น่าจะมีแต่คนที่ตายแล้วหรือองค์กรที่ปิดไปแล้วเท่านั้นล่ะครับ

จะแก้ปัญหาได้ ต้องยอมรับความจริงก่อน จากนั้นจึงต้องวางแผนและลงมือแก้ปัญหา...และต้องอย่าลืมว่า ปัญหามีไว้แก้ แต่ไม่ได้มีไว้แบกครับ

สู้ๆ ครับผู้บริหารและน้องๆ ทุกท่าน (^_^)v

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...