Skip to main content

Post#3-49: เป็นเจ้าของกิจการ..."มีอิสระ" จริงหรือ?

Post#3-49:
หนึ่งในเหตุผลที่ผมมักจะได้ยินจากน้องๆ ที่ต้องการมีธุรกิจของตัวเอง ย่อมต้องมีเหตุผลที่ว่า "อยากเป็นอิสระ ทำงานเมื่อไหร่ก็ได้" ร่วมอยู่ด้วยเสมอ

จะว่ายังไงครับ ถ้าผมจะบอกว่า นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน เข้าใจ "ไม่ถูกต้อง" มาโดยตลอด

ขึ้นต้นมาแบบนี้ ไม่ใช่จะต้องการสกัดหรือขัดขวางความฝันของใครนะครับ...ถือเสียว่า ผมเล่าให้ฟังเป็นข้อมูลก็ละกันครับ

...

คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมายาวนานระดับนึง มักจะรู้สึกว่า ชีวิตตัวเองคลับคล้ายกับหุ่นยนต์ เพราะมันมี "ความเป็นประจำ" (หรือ routine) มากจนเกินไป

วัฏจักรของชีวิตมันค่อนข้างจำเจ คือเช้าเดินทางฝ่ารถติดไปทำงาน กลางวันรีบเร่งทานข้าว แล้วก็ฝ่ารถติดกลับบ้าน...เป็นอยู่แบบนี้ ชั่วนาตาปี

ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ จึงมักฝันที่จะมีชีวิตที่ออกนอกกรอบเดิมๆ ไม่ต้องทำอะไรซ้ำๆ ไม่ต้องทำอะไรจำเจ...

ภาพของเจ้าของกิจการจึงมักปรากฏขึ้นในห้วงนึก...เข้าใจไปว่า เจ้าของนี่ดีจังเลย อยากมาเมื่อไหร่ก็มา อยากเลิกงานตอนไหนก็ออกไปได้เลย

...

ความจริงแล้วภาพที่เข้าใจว่า เมื่อได้เป็นเจ้าของจะมากี่โมงกลับกี่โมงก็ได้น่ะ...มันเป็นความจริงแค่ผิวเผินครับ

เบื้องลึกที่มองไม่เห็นน่ะ คือวิบากกรรมสารพัด...ยกตัวอย่างก็เช่น

- เจ้าของต้องทำงานดึกๆ ดื่นๆ, ไม่มีวันหยุด แม้จะเป็นเสาร์-อาทิตย์ หรือวันนักขัตฤกษ์, พักร้อนคืออะไร ไม่รู้จัก?

- ถ้ากู้ Bank มาทำธุรกิจ ยิ่งหยุดไม่ได้ เพราะหยุดเมื่อไหร่ดอกเบี้ยกินตาย

- ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี แค่หาเงินมาจ่ายเงินเดือนลูกน้องให้ครบ ก็เจียนตายแล้ว...ซ้ำร้ายกว่านั้น บางเดือนตัวเองก็ไม่มีเงินเดือน

- ถ้ามีลูกน้อง, อยากเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนธุรกิจนี่ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราล้อเล่นกับชีวิตคนไม่ได้

ฯลฯ

...

คนที่ไม่เคยเป็นเจ้าของกิจการ ก็เปรียบเหมือนการที่เราจินตนาการถึงการเป็นเจ้าของฟาร์ม (คงเป็นไปตามภาพจำที่เราเห็นจากละคร นั่นแหละครับ)

แต่ถ้าใครเคยเล่นเกม Harvest Moon ก็จะรู้ ว่าหน้าฉากกับหลังฉากนั้น...ชีวิตมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจริงๆ

ชีวิตในฟาร์มไม่ใช่แค่ การได้ขี่ม้าชื่นชมผลผลิตที่ผลิดอกออกผล...นั่นมันอาจจะแค่เดือนเดียว ส่วนอีกสิบกว่าเดือนที่เหลือนั้น มีแต่งานสารพัดสารพันชนิดที่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ

...

ถ้าไม่พร้อมจะลาจากสภาพที่ลาป่วยก็มีเงิน, พักร้อนก็ได้เงิน, อู้งาน (อย่าให้นายรู้) ก็ได้เงิน, ฯลฯ แล้วล่ะก็...ผมขอเตือนว่า อย่าเพิ่งกระโจนลงมาเต็มตัวครับ

จะเป็นเจ้าของกิจการน่ะ มีแค่เงินอย่างเดียวไม่ได้...หากแต่ต้องถึงพร้อมทั้งประสบการณ์ และที่สำคัญ ต้อง "ใจถึงๆ" ด้วย

อย่าหลงไปตามภาพฝันที่ผิวเผิน แล้วก็อย่าไปหลงเชื่อตามพวกคอร์สสอนความสำเร็จระยะสั้นๆ โดยไม่พิจารณาความจริงประกอบ

โดยส่วนตัวแล้ว...ผมเชื่อว่า ทางลัดแห่งความสำเร็จนั้น ไม่มีอยู่จริง...และถึงแม้มีอยู่บ้าง ก็น่าจะมีโอกาสน้อยกว่าถูก Lottery รางวัลใหญ่ เสียอีกครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...