Skip to main content

Post#3-104: ความเป็นห่วงจากอดีตกัปตันเรือ

Post#3-104:
ดึกดื่นค่อนคืนที่ผ่านมา มีอดีตลูกน้องส่ง Line มาปรับทุกข์

แม้จะไม่ได้มีโอกาสคุยกันเลย แต่ผมก็พอรู้ว่า ตั้งแต่จากกันมา ระบบระเบียบอะไรก็ตามที่ผมสร้างไว้อย่างยากลำบากนั้น ไม่ได้รับการสานต่อ

ส่งผลให้น้องๆ ระดับปฏิบัติการทั้งหลาย ต้องกลับไปทำงานแบบเดิมๆ ที่เคยทำกันมาอีกครั้ง

...

ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่จะมาอวดตัวว่าเก่งแต่อย่างใดนะครับ...ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกเห็นใจและเป็นห่วง ทั้งเจ้าของและน้องๆ ทั้งหลายเป็นอย่างมาก ต่างหาก

เนื่องจากมิติในการทำงานระหว่างระดับบริหารและระดับปฏิบัติการน่ะ มันต่างกันมากอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องปกติที่นโยบายในการบริหารจะถูกแปลงให้เป็นแผนปฏิบัติงานได้อย่างยากลำบาก

แม้เป้าหมายจะถูกตั้งไว้ดีเพียงใด หากแต่เมื่อไม่รู้จะกำหนดแนวทางในการจะไปให้ถึงเป้าอย่างไร ก็เป็นอันยากเสียเหลือเกินที่จะสามารถไปให้ถึงจุดที่ต้องการได้

...

ดังนั้น ระดับ Top Management ที่เข้าใจทั้งเจ้าของและคนปฏิบัติงาน จึงมีส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อ "ฟ้า" และ "ดิน"

แม้จะมีเจ้าของที่พร้อมลงเงิน และมีพนักงานที่พร้อมจะลงแรง หากแต่เมื่อขาดกัปตันเรือที่เชี่ยวชาญแล้วไซร้...เรือนั้นก็มิพร้อมจะออกสู่มหาสมุทรอันโอฬารได้

เมื่อเจ้าของที่มองภาพระดับบน เข้าใจแต่ภาพรวม แต่ไม่อาจเข้าใจภาพจริงในการทำงาน ต้องมาบัญชาการน้องๆ ที่ไม่อาจเข้าใจภาพรวมใดๆ เพราะวันๆ อยู่กับแค่ภาพตรงหน้า...

คนหนึ่งคุยแต่ภาพใหญ่ ส่วนอีกคนคุยแต่ภาพย่อย...เข้าใจแล้วใช่มั๊ยครับ ว่าทำไมทั้ง 2 ฝ่าย ถึงไม่เคยคุยกันรู้เรื่องเสียที?

...

เจ้าของเรืออันใหญ่โตหรูหรา ก็เปรียบเสมือนเจ้าขององค์กรขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องจ้าง "มืออาชีพ" มาช่วยบริหาร หรือเปรียบเสมือนจ้าง "กัปตัน" ที่เก่งๆ มาช่วยบังคับเรือ

กัปตัน จึงมีหน้าที่รับคำสั่งจากเจ้าของเรือ ว่าต้องการจะมุ่งไปไหน และจากนั้นจึงต้องวางแผนการเดินทาง พร้อมทั้งรวบรวมกะลาสีเรือ หรือเปรียบเสมือนการว่าจ้างพนักงานที่เหมาะสมกับงาน ให้มาทำหน้าที่

เจ้าของเรือ, กัปตันเรือ และกะลาสีเรือ จึงต่างคนต่างมีหน้าที่และความเก่งกาจเฉพาะส่วน ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้ว จะก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เรือสามารถแล่นฝ่ามรสุมทางการค้าไปได้

ขาดคนใดคนหนึ่งไป...เห็นทีเรือนั้นคงได้แต่แล่นอยู่แค่ลำคลอง, แม่น้ำ หรือทะเลเล็กๆ หาควรที่จะออกสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ได้

ขอเอาใจช่วยทั้งเจ้าของเรือที่ผมจากมา รวมไปถึงน้องๆ ที่เคยร่วมลำบากมาด้วยกัน...แม้จะเป็นระยะเวลาไม่นาน แต่ผมก็รักและเป็นห่วงทุกคนด้วยใจจริง

ต่างคนต่างต้องสู้นะครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...