Skip to main content

Post#3-107: เราเรียนรู้อะไรและได้อะไรจากการลงมือทำ?

Post#3-107:
เมื่อหัวค่ำที่ผ่านมานี้เอง ผมกับลูกสาวช่วยกันประกอบชั้นวางของแบบ DIY ด้วยกัน...

ใครมีลูกที่ยังเล็กๆ คงจะทราบว่า บางครั้งการที่ลูกมาช่วยทำงานน่ะ...แทนที่จะทำให้งานเร็วขึ้น กลับกลายเป็นช้าลง

แต่สิ่งที่ได้กลับมาแทนเวลาที่เสียไปนั้น...ผมคิดว่ามันคุ้มค่ากว่าเป็นอย่างมาก

...

หนึ่ง...ผมได้เปิดโอกาสให้ลูกได้อ่านคู่มือประกอบ และเป็นคนบอกให้ผมประกอบเป็นขั้นๆ ไป และนั่นแปลว่า ลูกได้เรียนรู้วิธีการทำงานแบบเป็นขั้นเป็นตอน

สอง...ผมให้ลูกได้ลงมือประกอบตรงส่วนที่ง่ายๆ และนั่นแปลว่า ลูกได้มีส่วนร่วมในงาน เมื่อประกอบเสร็จเธอก็อวดแม่อย่างภูมิใจว่า หนูมีส่วนร่วมในการประกอบ

สาม...แม้ผมจะเสียเวลามากขึ้น แต่นั่นเป็นการเสียเวลาของคนๆ เดียวไปเท่านั้น และนั่นแปลว่า ผมได้เวลาร่วมกันของพ่อกับลูกมาแทนที่

...

เรื่องที่ผมแอบสอนลูกนี้ จริงๆ แล้วก็เกิดขึ้นในชีวิตการทำงานเช่นกัน...

ดังนั้น จงอย่ามัวนึกสงสัย หรือมัวแต่ตัดพ้อ เวลาที่ได้รับงานเพิ่ม...หรือมัวเฝ้าถามว่า บางอย่างนายทำเองก็ได้ ง่ายกว่าตั้งเยอะ แต่ทำไมยังสั่งให้เราเป็นคนทำ?

เอาเวลาที่มานั่งสงสัยประเด็นที่ว่า ไปใช้เก็บเกี่ยวข้อมูลและประสบการณ์จะดีกว่า...ว่าตกลงงานที่ได้รับมอบหมายมานี้ ก่อนทำ, ขณะที่ทำ และหลังทำ ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

...

ผมโชคดีที่เคยได้ทำงานกับเจ้านายเก่งๆ มาหลายท่าน...และท่านทั้งหลายเหล่านั้น ต่างก็เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดวิชาให้ด้วยวิธีเปิดโอกาสให้เราได้ทำงานและเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ทั้งสิ้น

เมื่อเราได้ลงมือทำ เราจึงมีโอกาสได้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ และที่สำคัญได้มีโอกาสได้ภาคภูมิใจที่เรามีส่วนร่วมในงานนั้นๆ

และยิ่งหากเป็นงานโปรเจคที่มีหลายๆ คนจากหลายฝ่ายหลายแผนกมาร่วมทำงานด้วยกันด้วยแล้ว...นี่ก็เป็นโอกาสให้เราได้สร้างความสัมพันธ์ในงานอีกด้วย

ถ้าสิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น และสิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ฉันใด...สิบคู่มือก็คงไม่เท่าสิบคำสอน และสิบคำสอนก็คงไม่เท่าสิบการลงมือทำ ฉันนั้นครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...