Skip to main content

Post#3-157: กระโจนขึ้นบันได

Post#3-157:
ช่วงเย็นวันนี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับอดีตลูกน้องท่านหนึ่ง (สมมติว่าชื่อน้อง C นะครับ)...หลักๆ แล้วเราก็แลกเปลี่ยนมุมมองกันในเรื่องของการเปลี่ยนงาน

น้อง C เล่าว่า เธอไม่ได้ปลื้มกับงานที่ทำอยู่ในตอนนี้สักเท่าไหร่...จนใจก็แต่เธอพึ่งมาทำงานนี้ได้ไม่นาน อยากจะอยู่ให้ครบปีก่อน

ผมฟังแล้วก็ยิ้ม แล้วก็ถามเธอต่อว่า ทำไมต้องทำให้ครบปีด้วยล่ะ อะไรคือเหตุผล?

น้อง C บอกว่า เธอไม่อยากให้ประวัติการทำงานดูแย่ เลยอยากอยู่ให้ครบปีก่อน...อีกอย่าง ที่นี่ให้เงินเดือนเยอะกว่าที่เดิมด้วย

งั้นผมขอถามท่านอื่นๆ บ้างดีกว่าครับ ว่าเหตุผลนี้เป็นคำตอบที่ดีพอหรือไม่...ให้เวลาคิด 5 นาทีครับ ^^

...

ผมบอกน้อง C ว่า สำหรับผู้บริหารแล้ว เวลาดู CV ของผู้สมัคร ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนไม่ครบปี, ครบปี หรือนานกว่านั้นนิดๆ ก็ไม่ทำให้ความสงสัยนั้นต่างกัน

ถ้าประวัติโดยรวมของการทำงานดูดี ไม่ได้ย้ายงานบ่อยๆ แล้ว การจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งในช่วงเวลาที่สั้นไปบ้าง...ตราบใดที่ผู้สมัครสามารถให้เหตุผลที่ "เข้าท่า" และ "เต็มไปด้วยตรรกะ" ได้...ผมก็ไม่เห็นว่า จะเป็นการทำให้ CV แย่แต่อย่างใด

แต่ประเด็นที่ผมฝากน้อง C ไปคิดให้มากๆ น่ะ อยู่ที่ ทำไมถึงมุ่งไปที่การอยากอยู่ให้ครบปี แต่ไม่ยักจะฉุกคิดว่า ระหว่างที่ต้องทนทำงานอยู่นี่น่ะ คิดบ้างมั๊ยว่า ตัวเองต้องเสียโอกาสในการเรียนรู้งานไปแค่ไหน?

...

ส่วนประเด็นที่น้อง C ได้เงินเดือนเยอะกว่าที่เดิมที่เธอจากมานั้น...ผมอยากเตือนให้มากเป็นพิเศษว่า

สำหรับน้องๆ ที่ยังเป็น Junior แล้ว, ควร "ต้อง" คิดถึงโอกาสในการเรียนรู้งานให้ "ไม่น้อยกว่า" เรื่องของผลตอบแทน

ตำแหน่งงานเรายังไม่สูง ย้ายงานไปเพราะเห็นแก่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว...อาจส่งผลให้ชีวิตลำบากได้

เหตุเพราะประสบการณ์เรายังไม่กล้าแกร่งพอ...เราอาจจะยังไม่พร้อมกับการรับเงินเดือนที่มากกว่าความสามารถที่แท้จริง

แปลว่า ถ้ายังไม่มั่นใจว่า "พร้อม" อย่าพึ่งรีบกระโจนขึ้นบันได...พลาดพลั้งขั้นเบาะๆ ก็อาจจะทำให้แข้งขาฟกช้ำ แต่หากพลาดหนักก็อาจถึงขั้นตกบันไดขาหักได้

...

จะสร้างตึกสูงๆ ต้องเริ่มจากการสร้างรากฐานให้แข็งแกร่ง...

จะขึ้นตำแหน่งที่สูงขึ้น จึงต้องหมั่นตรวจสอบและเสริมสร้างรากฐานของตัวเราเองให้แข็งแกร่งพอ

ถึงตรงนี้ อาจมีคนสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า รากฐานของเราแข็งแรงเพียงพอแล้วหรือยัง?

ตอบง่ายๆ ว่า "ก็ต่อเมื่อเรา "เข้าใจ" ในงานที่ทำอย่างถ่องแท้ รู้ว่าทำไปเพราะอะไร ส่งผลอะไร และต้องปรับปรุงยังไง...ไม่ใช่สักแต่ทำและทำเหมือนหุ่นยนต์ที่โดนโปรแกรมไว้ ไงล่ะครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...