Skip to main content

Post#3-364: ประชุมกับคู่ค้า

Post#3-364:
บ่ายที่ผ่านมา ผมและทีมงานใช้เวลาประชุมร่วมกับคู่ค้า ในเรื่องแผนการผลักดันยอดขาย กันอยู่นานมากทีเดียว

หลังจากที่เราทดลองขายสินค้าในบางสาขา แล้วพบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะขยายผล, เราจึงมีการทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดซื้อ, ฝ่ายการตลาด และรวมไปถึงฝ่ายขาย จำเป็นจะต้องเข้าใจแผนงานถูกต้องตรงกันกับคู่ค้า...มิฉะนั้น เป้าหมายก็จะไม่สำเร็จ

...

หลายต่อหลายหน...เรามักพบเห็นความล้มเหลวในการทำงานเป็นทีมได้ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี่เป็นปัญหาภายในของทุกองค์กร

เป็นต้นว่า ฝ่ายการตลาดออก campaign ส่งเสริมการขาย, มีการโฆษณาให้กับลูกค้ารับทราบแล้ว...แต่ปรากฏว่า ฝ่ายจัดซื้อไม่ได้เตรียมสินค้าไว้มากพอต่อความต้องการของลูกค้า

หรือฝ่ายจัดซื้อตกลงทำรายการลดราคาสินค้ากับคู่ค้าแล้ว แต่ปรากฏว่าฝ่ายการตลาดไม่ทราบเรื่อง รวมไปถึงฝ่ายขายก็ไม่ทราบขั้นตอนการทำงาน

แน่นอนว่าความผิดพลาดเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้ลูกค้าไม่ได้รับความพึงพอใจ...ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ

...

แม้ว่าเรามิอาจจะทำให้ปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกัน กลายเป็นศูนย์ได้...แต่อย่างน้อยการทำความเข้าใจระหว่างฝ่ายหรือหน่วยงาน ก็จะทำให้ต่างฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายร่วมกัน

...ทำให้ปัญหาที่จะต้องเผชิญ กลายเป็น "ปัญหาร่วมกัน" ไม่ใช่เป็นแค่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เมื่อรวมตัวกันติดแล้ว...ก็ถึงคราวที่จะต้องรวมพลังกับคู่ค้า เป็นลำดับต่อไป

...

ไม่บอกก็รู้ว่า การทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่างเรากับคู่ค้า...ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี

และก้าวแรกนั้น ก็เกิดจากการเตรียมความพร้อมภายใน ก่อนที่จะประชุมกับคู่ค้า

นี่จึงถือเป็นการสร้างความเชื่อถือให้กับคู่ค้าได้รับทราบด้วย ว่าแผนงานที่วางไว้ร่วมกัน ได้มีการสื่อสารไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว

กลับกัน หากเราไม่เคยมีการประชุมตกลงร่วมกันภายในองค์กร...คู่ค้าก็อาจจะนึกตำหนิอยู่ในใจได้ว่า องค์กรฯ ของเราย่อหย่อนในเรื่องการสื่อสารภายในทีม

โปรดจำไว้ว่า หากเรายังคุยกันภายในไม่รู้เรื่อง...ก็อย่าคาดหวังว่า เราจะคุยกับคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

...เพราะต่อให้เราคุยกับคู่ค้าได้ดียังไง...แต่ความล้มเหลวของการสื่อสารภายในองค์กร ก็จะเป็น Domino Effect ที่ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวังแน่ๆ ครับ...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...