Skip to main content

Post#4-009: ตัวช่วยชั้นดีสำหรับนักเดินทาง

Post#4-009:
ทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ...ผมก็มีอันจะต้องไปขอใช้บริการ Airline Lounge หรือไม่ก็ King Power Lounge อยู่เสมอ

ว่าตามประสาคนเดินทางบ่อย, การที่มีโอกาสได้เข้าไปใช้บริการ Lounge นี้ นับว่าช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้ค่อนข้างมาก...จึงถือเป็นบริการหนึ่งที่ควรจะมีไว้สำหรับ Frequent Traveller เป็นอย่างยิ่ง

และเบื้องหลังรอยยิ้มของนักเดินทางทั้งหลาย...ย่อมต้องปรบมือดังๆ ให้กับผู้บริหารและพนักงานของ Lounge ทุกๆ ตำแหน่ง

...

เพื่อให้มั่นใจว่า การให้บริการนักเดินทางจะเป็นไปอย่างดีที่สุด...ทีมงานทุกคนนั้นต้องเตรียมการอย่างพร้อมมูลที่สุด

คือต้องใส่ใจตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่มที่เตรียมไว้บริการ, ความสะอาด, สภาพแวดล้อม ครอบคลุมไปถึงบรรยากาศโดยรวม...

และแน่นอนว่าพวกเค้าไม่เคยลืม...คือต้องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมมูล บวกกับต้องมีกำลังใจที่เต็มเปี่ยม...ก็เพื่อให้พร้อมดูแลนักเดินทางด้วยความรวดเร็ว, ถูกต้อง และประทับใจ

...

ใครที่เคยทำงานบริการจะรู้ดีว่า...ข้างนอกยิ้มแย้มแต่ข้างในร้องไห้น่ะ เป็นยังไง?

ไม่ว่าก่อนจะลงพื้นที่บริการมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจยังไง...เมื่อลงหน้างาน ก็ต้องปรับสภาพจิตใจให้กล้าแกร่ง และบอกกับตัวเองให้ยิ้มออกมาจากข้างในให้ได้

ที่สำคัญ...คนที่ทำงานบริการลูกค้าระดับใกล้ชิดแบบนี้ ต้องใช้พลังใจมากกว่าพลังกายมากมายหลายเท่านัก...เพราะลูกค้าที่น่ารักก็มี แต่ลูกค้าที่ไม่น่ารักก็มาก

...

เท่าที่ผมสังเกต...ทีมงานใน Airline Lounge และ King Power Lounge ต่างก็ทำหน้าที่ของตนด้วย "หัวใจ"

พวกเค้ามีเป้าหมายเพียงต้องการให้ตลอดช่วงเวลาที่เราอยู่ใน Lounge นั้น เป็นช่วงเวลาที่เราผ่อนคลายและสบายใจ

ใครมีโอกาสเดินทาง อย่าลืมแวะไปใช้บริการ Airline Lounge และ King Power Lounge บ้างนะครับ...พวกเค้ารอต้อนรับพวกเราอยู่

...วิธีให้กำลังใจพวกเค้านั้นแสนง่ายครับ...เพียงแค่รอยยิ้มและคำขอบคุณก่อนจากลา ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเค้าได้กลับไปหลับฝันดี เพื่อจะได้มีแรงกลับมาดูแลพวกเราใหม่ในวันรุ่ง...

#บริการที่ดีต้องมาจากวิธีคิดไม่ใช่บังคับให้ทำ #ทีมยิ้มสู้ชีวิต

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...