Skip to main content

Post#4-006: ความแพ้พ่ายที่น่าอดสู

Post#4-006:
หลายๆ ท่านคงพอจะทราบวีรกรรมของชาวบ้านบางระจันกันมาบ้างนะครับ?

แล้วเคยได้ยินเรื่อง ทัพหน้าซึ่งนำโดยซุนเกี๋ยน เมื่อคราวที่โจโฉชูธงเชิญ 18 หัวเมืองมารวมตัวกันภายใต้การนำของอ้วนเสี้ยว เพื่อขับไล่ตั๋งโต๊ะ หรือไม่ครับ?

ทั้ง 2 เรื่อง 2 สัญชาติ ต่างพูดถึงความกล้าหาญในการต่อสู้กับข้าศึกที่พร้อมมูล แต่ตัวเองต้องเผชิญกับสภาพที่ไม่พร้อมรบเอาเสียเลย

ตอนจบของการรบ, ตัวเอกของทั้ง 2 เรื่องนี้ พ่ายแพ้ยับเยินทั้งหมด และกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่เล่าขานกันต่อๆ มา

...

ในชีวิตจริง...เราเคยเผชิญกับสภาพการณ์แบบนี้บ้างมั๊ยครับ?

เป็นต้นว่า ต้องออกไปเจรจาธุรกิจ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านาย, เบิกค่าเดินทางยังไม่ได้เลย

หรือเช่นฝ่ายขายอยากส่งสินค้าให้ลูกค้า...แต่ดันมาติดแค่ว่า ฝ่ายคลังบอกไม่อยากทำ OT

เรียกว่า เราอยากหวังผลเลิศ...แต่ต้องมาสะดุดเพราะเหตุปัจจัยที่ไม่น่าจะเป็น หรือโดนปัดแข้งปัดขาจากคนกันเอง...ซะอย่างงั้น

...

ดังนั้น ก่อนจะมีชัยเหนือศัตรู จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีชัยเหนือฝ่ายเดียวกันให้ได้อย่างเด็ดขาดเสียก่อน

การออกรบโดยต้องเผชิญทั้งศึกนอกกับศึกในไปพร้อมๆ กันนั้นน่ะ...แม้ว่าท้ายสุดจะจบลงด้วยชัยชนะก็ตาม...แต่ผมรับรองได้ว่า ได้ไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไปแน่ๆ

ส่วนกุศโลบายในการเอาชนะใจคนกันเองนั้น ต้องแสวงหากันเอาเองครับ...ต่างกรรมต่างวาระ ต่างเหตุต่างปัจจัย

...

ถ้าได้ปืนใหญ่สนับสนุน...สงครามของชาวบ้านบางระจัน ย่อมไม่จบลงเยี่ยงนี้

ถ้าซุนเกี๋ยนไม่โดนตัดเสบียง...การรบที่ยึดเยื้ออีกกว่า 50-60 ปี ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

และหากถ้าเราจะต้องพ่ายแพ้ ก็ควรต้องพ่ายแพ้ให้กับความเกรียงไกรของศัตรู...หาควรใช่พังพินาศเพราะศัตรูภายในไม่

แบบแรก...จะกลายเป็นวีรกรรมอันน่าชื่นชมของผู้พ่ายแพ้

...ส่วนแบบหลัง...จะกลายเป็นความน่าสมเพช...ที่ไม่ว่าใครต่างก็ยิ้มเยาะให้กับความแพ้พ่ายที่น่าอดสูแบบนี้...

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....