Skip to main content

Post#4-003: ครอบครัวที่สองของเรา

Post#4-003:
ช่วงเช้าวันนี้ ผมอมยิ้มไม่หุบ เหตุเพราะลูกน้องท่านหนึ่งจำเป็นต้องหอบลูกมาทำงานด้วย

แม้หน้าตาของผมจะออกไปทางแนวฆาตกรโหด...แต่จริงๆ แล้ว ผมชอบเด็กมากๆ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เพราะ remind ให้ผมนึกถึงตอนที่ลูกสาวยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ

ถ้าไม่ใช่วันที่จะมีแขกมาประชุมที่ office แล้วล่ะก็, เอาจริงๆ ผมไม่เคยห้ามให้พนักงานหอบลูกจูงหลานมาเลี้ยง เพราะเข้าใจดีว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ใครจะอยากพาเด็กมาทำงาน

...

แต่ละ office ต่างก็มีบริบทแวดล้อมไม่เหมือนกัน...ดังนั้น จึงแปลว่า เรื่องที่บาง office ทำได้ แต่กับอีก office นึง อาจกลายเป็นเรื่องต้องห้าม

ทางที่ดีจึงต้องศึกษาให้ดีก่อน...อย่าเอาความเคยชินหรือความจำเป็นของตัวเองเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว

เพราะคนที่หยวนๆ ก็มี ส่วนคนที่รักษาสิทธิ์ของตัวเองก็มีอยู่มาก...จะทำอะไรก็ควรเคารพสิทธิ์ของคนอื่นด้วย

...

บาง office ที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมา (น่าจะอยู่ในประเทศเกาหลี) ถึงกับจัดให้มี Nursery อยู่ใน office เลยทีเดียว (คงจะเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่มาก)...ซึ่งถ้าวันหนึ่ง ผมสามารถทำแบบเดียวกันได้ ผมจะไม่ลังเลเลย

หรือหากพนักงานจำเป็นต้องลาไปดูแลคนในครอบครัว...ผมก็ไม่เคยหวงห้าม (แต่ถ้ารู้ว่าโกหก ผมก็เอาเรื่องถึงให้ออกนะครับ)

แต่ก็ต้องมีความเหมาะสมนะครับ...ไม่ใช่ลาไปดูแลพี่เขยน้องเมียเพื่อนพ่อ (ตกลงเป็นใครฟะ) แบบนี้ก็ไม่ไหว หรือลาไปดูแลคุณพ่อที่ป่วยเป็นเล็บขบ แบบนี้ก็ไม่นับ

...

เมื่อมาอยู่ร่วมกันในบ้านที่สองที่ชื่อว่า "office" ก็คงต้องเคารพในสิทธิ์ของกันและกัน...แต่ก็ต้องไม่ลืมมีน้ำใจให้กันบ้าง

เมื่อมีปัญหาทางบ้านที่จำเป็นต้องลา...ก็สมควรต้องปรึกษานาย เพื่อขอคำแนะนำ อย่าไปนึกเองว่านายคงไม่ช่วย

...และต้องจำให้ขึ้นใจว่า ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็ต้องไม่นำเรื่องนี้มาเป็นเหตุเบียดเบียนใคร...

#ต่อไปออกกฎใครพาลูกมาเลี้ยงที่officeจะซื้อขนมให้หม่ำดีมั๊ยนะ #ไม่ใช่นางงามแต่รักเด็ก #พามาบ่อยๆนะofficeนี้ไม่ห้าม

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...