Skip to main content

Post#5-199: ความรับผิดชอบ “จากหน้าที่” กับ ความรับผิดชอบ “จากสำนึก”

Post#5-199:
เวลาทำงาน...เราก็จะต้องมี หน้าที่ความรับผิดชอบ ติดมากับตำแหน่งงาน...ก็ที่เรามักเรียกกันว่า Job Description นั่นล่ะครับ

แต่น่าเสียดาย...ที่ไม่ใช่คนทำงานทุกคนจะรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ได้ครบถ้วนทุกคน

ที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบนั้น แตกต่างจากมีความรับผิดชอบในหน้าที่

...

ลองถามตัวเองดูครับ

เรารับผิดชอบในส่วนงานของเรา ดีเพียงพอแล้วใช่หรือไม่?

ถ้าเรายังทำในส่วนที่เรารับผิดชอบอย่างไม่เต็มที่...งานที่จะส่งต่อไปยังหน่วยงานถัดไป ก็ย่อมมีปัญหา

การทำงานให้เสร็จ...จึงแตกต่างจากการทำงานให้ดี ฉะนี้

...

คราวนี้ ลองถามตัวเองดูอีกทีครับ

สมมติว่า งานที่ส่งมาถึงมือเรา มีความบกพร่องอยู่ก่อนแล้ว...เราเลือกทำแบบไหนกันหนอ?

แก้ไขให้ถูกต้องหรือท้วงติงให้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง...ก่อนที่จะทำงานต่อไป เพื่อให้ส่งมอบงานออกจากเราได้เป็นอย่างดี

หรือปล่อยเลยตามเลย...รับงานแย่ๆ มา ก็ทำงานแย่ๆ ส่งต่อไป พร้อมกับคิดเข้าข้างตัวเองว่า เราทำในส่วนของเราดีแล้ว ก็พอ?

...

เอาจริงๆ ผมคงไม่น่าจะต้องบอก ว่าเราควรเลือกทำแบบไหน?

หากแต่มันสำคัญที่ว่า...ทุกคนเลือกแบบที่ 2 แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกทำแบบที่ 1

ก็แปลได้ตรงๆ ว่า...เรื่องที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ เสมอไป

...บางครั้ง เราเลือกเป็นคนส่วนน้อยที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่...ก็ดีเหมือนกันนะครับ...

#NoteToSelf: 

  • เราต่างก็รู้ดี ว่าการทำงานที่ดีควรเป็นอย่างไร...แต่ทำไมเรากลับไม่ตั้งใจทำงานให้ได้ดี
  • หากแค่ทำในส่วนของตัวเองดีแล้วก็พอใจแล้ว...เราก็มีได้แค่ Responsibility
  • หากแต่ทำทุกวิถีทางให้งานเสร็จสิ้นลงได้อย่างสวยงาม...เราก็ยกระดับเป็นผู้มี “Accountability”
  • คนที่มี “Responsibility” ก็เป็นได้เพียงผู้ตามที่ดี...เพราะรับผิดชอบงานตามหน้าที่
  • ส่วนคนที่มี “Accountability” น่ะ มีโอกาสสูงที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำ”...เพราะมีสำนึกแห่งความรับผิดชอบ อยู่ในหัวใจ
  • ย้ำอีกทีว่ามีความรับผิดชอบในหน้าที่ไม่เหมือนกับมีความรับผิดชอบตามหน้าที่นะครับ!

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...