Skip to main content

Post#5-192: อย่าหยุดอ่าน อย่าหยุดค้นคว้า

Post#5-192:
ใครชอบอ่านหนังสือบ้าง...ยกมือขึ้นสูงๆ เลยครับ ^^

ผมเองก็เป็นหนึ่งในพวกบ้าอ่านเอามากๆ...เอาจริงๆ คือไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบไหนก็ไม่เกี่ยง ถ้าเห็นตัวอักษร เป็นอันว่าอ่านได้หมด...ว่าอย่างนั้น

นิสัยชอบอ่านนี้ ติดตัวผมมาตั้งแต่เล็กๆ...ซึ่งก็จำไม่ได้ว่า ใครเป็นคนปลูกฝังให้ผมอ่าน เพราะทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ต่างก็ไม่ชอบอ่านทั้งคู่ ^^

จำได้แค่ว่า ถ้าผมขอเงินท่าน เพื่อซื้อหนังสือ...ส่วนมากคำตอบก็คือได้

...

ผมก็คงไม่ต้องบอก ว่าการอ่านนั้น สำคัญต่อการพัฒนาตัวเราอย่างไร?

แม้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบอ่าน จะประสบความสำเร็จ...แต่คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนแต่มีนิสัยชอบอ่าน

ดังนั้น คงไม่เป็นการด่วนสรุปจนเกินไป ว่าการชอบอ่านก็น่าจะเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน ข้อสำคัญข้อหนึ่ง สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นแน่

...

ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จรูปแบบใด...ต่างก็ต้องมี คุณสมบัติพื้นฐาน ที่เราจำเป็นจะต้องครอบครองให้ได้ ก่อนที่จะพัฒนาตัวเองไปถึงระดับที่เหนือขึ้นไป ให้ได้

ถ้าเป็นเกม ก็เรียกว่า เราต้อง “level up” ไปเรื่อยๆ จึงจะสามารถเอาชนะบอสใหญ่ได้ นั่นเอง

ในแต่ละช่วงแต่ละตอนของเกม มักจะมีการกำหนด level ที่เหมาะสมเอาไว้...เมื่อเราไปถึง level นั้นๆ ก็จะผ่านเนื้อเรื่องช่วงนั้นไปได้ไม่ยาก

ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า เรารู้สถานะตัวเองดีพอมั๊ยหนอ ว่า level ถึงรึยัง?

...

การอ่านจึงอาจจะเป็นคำชี้แนะหรือคำบอกใบ้สำคัญที่ทำให้เราค้นพบหนทางเพิ่ม level ตัวเอง ได้ในที่สุด

ลองแปลงคำว่าอ่านเป็นคำว่าค้นคว้าดู...ก็น่าจะทำให้เราตีความได้ชัดเจนว่า เมื่อค้นคว้ามากขึ้น ก็จะทำให้พบหนทางมากขึ้น

...และเมื่อพบหนทางที่มากขึ้น ทางที่เราจะเลือกใช้ level up ก็จะมากขึ้นไปด้วย...นั่นยังไง!...

#NoteToSelf:

  • การอ่านหรือการค้นคว้า ถือเป็นการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับตัวเรา
  • เมื่อไหร่ที่หยุดอ่านหรือหยุดค้นคว้า...ก็อาจแปลได้ว่า เราหยุดพัฒนานั่นเอง
  • เคยได้ยินกันมั๊ย?...”Today a reader, tomorrow a leader”...อย่าพึ่งเชื่อ จนกว่าจะลองลงมือ
  • ถ้าอ่านมาถึงบรรทัดนี้ได้...ก็ยินดีด้วยครับ เพราะหนทางสู่การเป็น Leader ได้เริ่มขึ้นแล้ว ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...