Skip to main content

Post#5-201: เราเรียนรู้อะไร จากความแพ้พ่าย?

Post#5-201:
แม้ว่าจะไม่มีใครชอบความพ่ายแพ้...หากแต่เราทุกคนก็ต่างรู้ดี ว่าเราอาจไม่มีวันหลีกเลี่ยงที่จะพบกับมันเข้าในสักวัน

มันอาจมาเยือนเราในอีกชื่อหนึ่ง...ที่เรียกว่า “ความล้มเหลว” ได้ด้วยเช่นกัน

เอาจริงๆ ไม่ว่าจะเรียกมันว่า “ความแพ้พ่าย” หรือ “ความล้มเหลว”...ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีด้านดีๆ ให้เรานำมาใช้ประโยชน์

...

ลองถามตัวเองให้ดีครับ ว่าตกลงแล้ว...เราเรียนรู้อะไร จากความแพ้พ่าย กันบ้าง?

เคยถามตัวเองมั๊ยครับ ว่าการที่เราแพ้บ่อยๆ หรือล้มเหลวบ่อยๆ นั้น...มันเกิดจากเหตุใดกันหนอ?

ถ้ายังไม่เคยฉุกใจคิด หรือคิดแล้ว แต่ยังไม่ได้คำตอบ...ก็ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกครับ ว่าทำไมเราจึงยังสะกดคำว่า “ชนะ” หรือ “สำเร็จ” ไม่เป็น

...

ดังนั้น ในทุกๆ ครั้ง ที่รู้สึกได้ว่า เราแพ้พ่าย หรือล้มเหลว...เราต้องไม่ลืมที่จะต้องถามและตอบตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

ว่าเรารู้หรือไม่ ว่าความแพ้พ่าย หรือความล้มเหลว ที่พึ่งลิ้มรสไปน่ะ...มันมีส่วนผสมและวิธีปรุงอย่างไร?

อ่อนเปรี้ยว, หย่อนเค็ม, ขาดหวาน หรือต้องเติมความจัดจ้านของรสเผ็ด?

ต้องเปลี่ยนจากต้ม เป็นทอด, เป็นย่าง, เป็นตุ๋น หรือต้องหมักเสียก่อน?

...

ความพ่ายแพ้ หรือความล้มเหลว จะไม่มีวันสูญเปล่า...หากมันทำให้เราเรียนรู้บางอย่าง 

เรียนรู้จากมัน...ก็เพื่อที่จะเก่งขึ้น, เติบโตขึ้น หรือปรับปรุงขึ้น

แม้ว่า “ชัยชนะ” หรือ “ความสำเร็จ”...อาจจะต้องประกอบไปด้วยหลากหลายเหตุ-ปัจจัย

แต่ทว่า “ความแพ้พ่าย” หรือ “ความล้มเหลว” นั้น

...ส่วนใหญ่ล้วนมีเรื่อง “อัตตา” ของเรา เป็นเหตุ-ปัจจัย นั้น...

#NoteToSelf: 

  • ใยเฝ้าฝันถึง “ชัยชนะ” หรือ “ความสำเร็จ”...หากเรามิเคยคิดจะเรียนรู้จาก “ความแพ้พ่าย” หรือ “ความล้มเหลว”?
  • ส่วนใหญ่แล้ว จะชนะหรือแพ้พ่าย...ล้วนต้องเริ่มจาก “ตัวเรา” เป็นสำคัญ
  • “วิธีคิด” หรือ “ทัศนคติ” ที่มีต่อเรื่องที่กำลังจะทำ หรือกำลังทำอยู่ นั้นเอง...ที่เป็นเสมือนหางเสือเรือ ที่จะนำเราไปสู่ “ความสำเร็จ” หรือ “ความล้มเหลว”

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....